วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรม สยามประเทศไทย ในสุวรรณภูมิ ที่เมืองอู่ทอง

"กาลเมื่อก่อนนั้น
ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน
ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด"

เมื่อครั้งกระโน้นมีสัตว์อยู่ก่อนแล้ว เช่น ควาย ฯลฯ ต่อมาควายแก่เฒ่าตายเป็นซากอยู่นาน้อยอ้อยหนู มีต้นหมากน้ำเต้าปุงงอกออกจากซากรูจมูกควายที่ตายแล้ว
หมากน้ำเต้าปุงเติบโตขึ้น มีลูกมีผลขนาดใหญ่ ข้างในหมากน้ำเต้าปุงมีฝูงคนแน่นขนัดอยู่ยัดเยียดเบียดเสียดกันวุ่นวาย

ผีปู่ตนหนึ่งเอาเหล็กแหลมเผาไฟแทงทะลุเนื้อหมากน้ำเต้าปุง ผู้คนฝูงหนึ่งทะลักไหลออกมา ครั้นเอาเหล็กสิ่วแทงอีก ผู้คนอีกฝูงหนึ่งก็ไหลทะลักออกมาอีก คนทั้งหมดล้วนเป็นพี่น้องกันแต่นั้นมา

มนุษย์เริ่มแรก
ในดินแดนสยาม

บริเวณที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้ แต่เดิมมีชื่อเรียกว่าสยาม นับเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมนุษย์หลายเผ่าพันธุ์ปะปนอาศัยอยู่ด�วยกันมาช้านานนับล้านนับแสนนับหมื่นปีมาแล้ว

หลักฐานยืนยันความเก่าแก่ คือซากชีวิตที่ติดประทับกับหินผา และบรรดาเครื่องมือหิน รวมทั้งชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ใต้ดินบ้าง ตามเถื่อนถ้ำบ้าง กระจัดกระจายทั่วไป

มนุษย์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้ยังชีพด้วยการร่อนเร่ลัดแลงแสวงหาอาหารตามธรรมชาติ เพราะยังไม่รู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ต่างพเนจรไปตามลำธารห้วยหนองคลองบึงน้อยใหญ่ ไม่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน เพราะยังไม่รู้จักสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

เกือบหมื่นปีมาแล้ว มนุษย์ดึกดำบรรพ์ยังร่อนเร่พเนจร แสวงหาอาหารตามธรรมชาติ เช่น หัวกลอย หัวเผือก หัวมัน ฯลฯ แต่บางกลุ่มเริ่มหยุดสัญจรร่อนเร่ รู้จักเอาข้าวป่ามากินเป็นอาหาร แล้วรู้จักพักพิงอยู่ตามเพิงผาและเถื่อนถ้ำ

รู้จักทำภาชนะดินเผาอย่างง่ายๆ ขึ้นใช้เก็บใส่อาหาร ภาชนะบางชิ้นมีลวดลายคล้ายใบไม้หรือเปลือกไม้ที่ใช้ห่อหุ้มไว้เมื่อปั้นดินเหนียวก่อนตากแห้ง ครั้นเอาใบไม้หรือเปลือกไม้ออกจึงมีลวดลายเหล่านั้นประทับอยู่กับพื้นผิวภายนอก

เมื่อมีผู้ล้มหายตายจากก็มีพิธีทำศพ เอาคนตายไปฝังดิน ตกแต่งซากศพด้วยดินสีแดง แล้วเอาสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างฝังรวมไปด้วย เช่น ภาชนะดินเผา ฯลฯ

ชุมชนหมู่บ้านยุคแรก
ครั้นต่อมาราว ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว มนุษย์ดึกดำบรรพ์บางพวกบางเผ่ารวมกลุ่มตั้งหลักแหล่งเป็นชมรมหมู่บ้านขึ้นตามวิถีธรรมชาติเป็นบางท้องถิ่น แล้วค่อยๆ มีมากขึ้นในที่ต่างๆ กัน

คนพวกนี้รู้จักปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องผูก มีเสาสูง รู้จักปลูกข้าว ทำนาน้ำท่วม เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย ฯลฯ แต่งเครื่องมือหินด้วยการขัดผิวให้เรียบ ทำภาชนะใช้สอยด�วยดินเผา แล้วมีเครื่องรางประดับร่างกาย เช่น ลูกปัดดินเผา ลูกกระพรวนดินเผา ฯลฯ และมีผู้หญิงเป็นหมอผีทำหน้าที่หัวหน้าเผ่าพันธุ์

พันธุ์ข้าวสมัยแรกๆ เป็นพันธุ์ข้าวป่าเมล็ดป้อม อยู่ในตระกูลข้าวเหนียว

เริ่มรู้จักถลุงโลหะ
หลังจากนั้นเมื่อราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว คนกลุ่มหนึ่งที่มีหลักแหล่งบริเวณที่ราบผืนเล็กๆ ในหุบเขา ละแวกริมลำน้ำแควน้อยกับแควใหญ่ (จังหวัดกาญจนบุรี) ทำภาชนะดินเผาหลายรูปแบบอย่างชำนิชำนาญ มีแบบผิวสีดำกับแบบสามขา มีเครื่องมือจับปลาด้วย แล้วมีการติดต่อกับคนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ทะเล ลงไปทางใต้ถึงแหลมมลายู กินสัตว์ทะเลเป็นอาหาร เช่น หอย ฯลฯ

ช่วงเวลาไล่เลี่ยต่อจากนั้น คนบางกลุ่มมีความรู้ก้าวหน้าขึ้นจนสามารถถลุงโลหะ แล้วเอามาทำเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เบ็ดตกปลา หอก ฯลฯ พบมากที่บ้านเก่า (จังหวัดกาญจนบุรี) บ้านเชียง (จังหวัดอุดรธานี)

โลหะสำคัญครั้งนั้นคือสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกหรือตะกั่ว อีกอย่างหนึ่งคือเหล็ก ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ

เครื่องมือสัมฤทธิ์ที่สำคัญคือมโหระทึก บางแห่งเรียกฆ้องกบ ฆ้องบั้ง กลองทอง (แดง) กลองกบ ฯลฯ ถือเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคอุษาคเนย์ เพราะมีแพร่หลายกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ ตั้งแต่เหนือสุดที่มณฑลยูนนาน จนถึงใต้สุดที่หมู่เกาะอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นอุษาคเนย์ทั้งหมด เมื่อราว ๔,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว

เหล็กและเกลือ
ช่วงเวลา ๓,๐๐๐ ปี มาแล้ว มีการถลุงเหล็ก ทำเครื่องมือเครื่องใช้อย่างกว้างขวางเกือบทั่วไปหมด ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวย้ายหลักแหล่งไปมา เพื่อหาบริเวณที่มีแร่ธาตุและทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เช่น เหล็ก และเกลือ แหล่งที่มีเหล็กและเกลืออยู่มากที่สุดคือ รอบๆ ทุ่งกุลาร้องไห้ (ในเขตอีสานใต้) จึงมีผู้คนจากที่อื่นเคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานถาวรเพื่อถลุงเหล็กและต้มเกลือ เป็นเหตุให้มีประชากรเผ่าพันธุ์ต่างๆ หนาแน่นกว่าเดิม ในจำนวนนี้มีพวกพูดตระกูลภาษาลาว-ไทยจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายมาจากดินแดนฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของจีน เช่น มณฑลกวางสี-กวางตุ้ง และทางเหนือของเวียดนามปัจจุบันด้วย

เส้นทางเคลื่อนย้าย
"ทางบก-ทางทะเล"
อุษาคเนย์ส่วนที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่มีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุด ถือเป็นแกนของภูมิภาค
ผืนแผ่นดินใหญ่�อุษาคเนย์มีพื้นที่กว้างขวาง โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพ แต่มีผู้คนชนเผ่าเหล่ากอตั้งหลักแหล่งทำมาหากินกระจัดกระจายไม่มากนัก จึงเปิดที่ว่างจำนวนมากให้กลุ่มชนหลากหลายจากที่ต่างๆ ทั้งใกล้เคียงและห่างไกลเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตั้งแต่ราว ๓,๐๐๐ ปี มาแล้ว

การเคลื่อนย้ายไม่ใช่การอพยพยกโขยง แต่มีลักษณะเคลื่อนไหวไปๆ มาๆ ทำให้เกิดความสัมพันธุ์ระหว่างที่ไปและที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยมิได้ละทิ้งหลักแหล่งแห่งหนต้นเค้าดั้งเดิม

สิ่งที่ตามมาหรือติดมากับการเคลื่อนย้ายหรือเคลื่อนไหว คือระบบความเชื่อและวัตถุสิ่งของ ซึ่งมีหลักฐานสำคัญยืนยันคือกลองสัมฤทธิ์ที่เรียกมโหระทึกอันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ เชื่อว่าทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลที่มนุษย์ต้องการ แลวยังเปนเครื่องมือสำคัญแสดงสถานภาพของบุคคลสำคัญที่เป็นหัวหนาเผ่าพันธุ์ (Chiefdom) นั้นๆ

การเคลื่อนไหวย้ายหลักแหล่งดังกล่าวเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นประเทศไทยไม่ได้มีทางเดียว แต่มีทั้งทางบกและทางทะเล ตลอดเวลา นับแต่ช่วงเวลา ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว สืบจนสมัยหลังๆ อย่างต่อเนื่องยาวนานมาก

ทางบก มาจากทุกทิศทาง โดยเฉพาะจากทางเหนือ (แถบมณฑลยูนนาน) และทางตะวันออก (แถบมณฑลกวางตุ้ง-กวางสี และภาคเหนือของเวียดนาม) เข้าสู่บริเวณที่ราบสองฝั่งแม่น้ำโขง แล้วต่อเนื่องไปที่อื่นๆ อีก

ทางทะเล มาจากทางตะวันตก ทางใต้ และทางตะวันออก โดยเฉพาะจากทางตะวันออก (แถบกวางตุ้ง-กวางสี-เวียดนาม) เดินเรือเล็กเลียบชายฝั่งเข้าสู่อ่าวไทยถึงบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

นับถือผีบูชางูและกบ
ระบบความเชื่อหรือ "ศาสนา" ของคนยุคนี้คือผี หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แต่ละชาติพันธุ์ชนเผ่าเหล่ากอมีผีต่างกันบ้าง ที่เชื่อร่วมกันก็มีงูและกบ

งู เป็นสัตว์มีพิษร้ายและรุนแรงเกินกว่าคนจะแก้ไขได้ ประกอบกับภูมิภาคนี้เป็นเขตร้อนชื้น มีสัตว์เลื้อยคลานชุกชุมโดยเฉพาะงู คนเลยกลัวงู แล้วบูชางูเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ มีหลักแหล่งอยู่ในเรี้ยวในรูลึกลงไปในแผ่นดินที่ภายหลังเรียกบาดาล ที่นั่นเป็นแหล่งน้ำมหึมาที่งูเป็นเจ้าของ แล้วบันดาลให้ผุดไหลออกมาจากใต้ดินเรียกน้ำซึมน้ำซับ หรือซำ อำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้ผู้คนในชุมชน เป็นเหตุให�คนทั้งหลายเซ่นวักงูเป็นผีศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์เดชคุ้มครองป้องกันและบันดาลความอุดมสมบูรณ์

ฉะนั้นภาชนะดินเผาบางใบมีลายเป็นรูปงู และภาชนะดินเผาจำนวนมากมีลายเขียนสีสัญลักษณ์ของน้ำ เช่น ที่บ้านเชียง (จังหวัดอุดรธานี) แล้วทำสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยหลังๆ เช่น ยุคทวารวดีซึ่งพบทั่วไป ภายหลังต�อมาค่อยๆ รวมถึงสัตว์ร้ายและรุนแรงอื่นๆ เช่น จระเข้ ฯลฯ

กบ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มักพบเมื่อฝนตกทุกครั้งไป คนทั้งหลายเลยเชื่อว่ากบคือผู้นำน้ำจากท้องฟ้าให้ไหลหล่นลงมา อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ในเขตร้อนชื้นต้องการเมื่อยามแล้งน้ำ ผู้คนก็ยกย่องกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์เดชบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้บังเกิดแก่ชุมชนได้ ก็พากันเซ่นวักกบทั้งหลายเป็นผีสำคัญแต่นั้นมา แล้วยังรวมไปถึงคางคก (คันคาก) ที่เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกันด้วย จึงเกิดพิธีกรรมบูชากบ คือบูชายัญ แล้วมีการละเล่นเต้นฟ้อนด้วยการเอาโคลนมาทาเนื้อตัวแข้งขาให้มีลวดลายอย่างกบ แล้วทำท่าย่อขาแข้งเหมือนกบ พร้อมกับเซ่นวักเครื่องมือทำมาหากิน เช่น มีดพร้า ขวาน ไถ เป็นต้น

ฉะนั้นเครื่องมือสัมฤทธิ์ เช่น มโหระทึกจึงมีรูปกบเป็นสัญลักษณ์สำคัญประดับหน้ากลอง ฯลฯ และภาพเขียนบนเพิงผากับผนังถ้ำมีรูปคนทำท่าคล้ายกบ จะพบทั่วไปทั้งในบริเวณประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง แต่ที่มีมากและยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ในมณฑลกวางสี ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นหลักแหล่งของกลุ่มชนพูดตระกูลภาษาไทย-ลาว เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว

ภาพเขียนสี ผู้คนยุคนี้มีสถานที่เป็นศูนย์กลางประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ทั้งในระดับชุมชนทั่วไปและระดับท้องถิ่นกว้างและไกล สถานที่นั้นมักเป็นเพิงผาหรือโถงถ้ำมีลานกว้างพอสมควรอยู่ตรงนั้น หรืออยู�ใกล้เคียงก็ได้ เพื่อชุมนุมทำพิธีกรรมร่วมกัน แล้วร่วมกันเขียนภาพด้วยสีธรรมชาติจากยางไม้และดินสีเป็นรูปต่างๆ เช่น คน หมา กบ วัว ควาย ปลา ต้นข้าว แต่มีมากคือมือ เขียนด้วยสีแดง เรียกว่ามือแดง

ทั้งหมดเป็นภาพสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากิน ถือเป็นการเซ่นวักอำนาจเหนือธรรมชาติเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ เช�น ผาแต้ม (อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี) ประตูผา (ที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง) ภูปลาร้า (อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี) เขาจันทน์งาม (อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา) ถ้ำตาด้วง (อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) เขาสามร้อยยอด (อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น
บริเวณที่พบมากคือเทือกเขาภูพาน ตั้งแต่สุดแนวทางทิศตะวันออกไปจนสุดแนวทางทิศตะวันตก

หัวหน้าชุมชนเป็นผู้หญิง
ในยุคนี้ชุมชนหมู่บ้านแต่ละท้องถิ่นกระจายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ มีลักษณะกว้างๆ คล้ายคลึงกัน คือมีชุมชนขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลาง และมีชุมชนขนาดเล็กเป็นบริวาร บางชุมชนเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน แต่บางชุมชนมีชาติพันธุ์ต่างกัน เพราะมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณอุดมสมบูรณ์แห่งเดียวกันอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาไม่มีวันจบสิ้น ทำให้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ บางชุมชนมีการขยายตัวออกไปกว้างขวางกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง ชุมชนอย่างนี้สมัยหลังต่อมาเรียกว่าเมือง มีขนาดและความก้าวหน้าไม่เท่ากัน แต่ต่างเกี่ยวดองติดต่อไปมาหาสู่สัมพันธ์กัน

ชุมชนขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางมีผู้หญิงเป็นหัวหน้า ปกครองดูแลควบคุมไปถึงชุมชนที่เป็นบริวารด้วย ผู้ที่เป็นหัวหน้าภายหลังต่อมาอีกนานได้ชื่อเรียกว่าเจ้าเมือง นับเป็นหน่วยทางการเมืองยุคแรกเริ่มที่ผู้คนรวมตัวกันขึ้นมา

สิทธิพิเศษของหัวหน้าชุมชนอย่างนี้ คือมีที่ฝังศพของตระกูลอยู่บริเวณสำคัญ เช่น เนินดินศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน ฯลฯ สิ่งของที่พบจำนวนมากพร้อมโครงกระดูกบริเวณที่ฝังศพของโคตรตระกูลหัวหน้าชุมชน จึงมีบางอย่างเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เช่น มโหระทึก แผ่นหินกลมๆ รูปหยักๆ คล้ายจักร ฯลฯ

หัวหน้าหรือเจ้าเมืองของชุมชนขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ทะเล คือผู้มีสิทธิ์และอำนาจค้าขาย แลกเปลี่ยนสิ่งของกับคนต่างถิ่นและชาวต่างชาติที่มาทางทะเล เริ่มจากการค้าขนาดเล็กๆ แคบๆ ระยะทางสั้นๆ เลียบชายฝั่ง แล้วค่อยๆ เติบโตขยายกว้างขวางห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ทั้งทางตะวันออก คือ เวียดนาม จีน และทางตะวันตก คือ ชมพูทวีป (อินเดีย) กับหมู่เกาะ ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ภายใน ตามเส้นทางแม่น้ำลำคลองและช่องเขาทางบกทุกทิศทาง เช่น ขึ้นไปถึงดินแดนเตียน หรือเทียน (ในเขตมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของจีน) ลุ่มน้ำคง (หรือสาละวิน ในภาคเหนือของพม่า) ลุ่มน้ำดำ-แดง (ในภาคเหนือของเวียดนาม) ฯลฯ


สุวรรณภูมิในสยาม
บริเวณเมืองอู่ทอง
หรือแม่กลอง-ท่าจีน

ราว ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว พ่อค้าชาวชมพูทวีป (อินเดีย) ที่เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้ากับหัวหน้าชุมชนในดินแดนอุษาคเนย์ ต่างมีความมั่งคั่งจากการค้าขายทางทะเล จึงมีคำบอกเล่ากล่าวขวัญถึงอุษาคเนย์ว่าเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและมีแร่ธาตุสำคัญ เลยพากันเรียกภูมิภาคนี้ว่าสุวรรณทวีปบ้าง สุวรรณภูมิบ้าง ตั้งแต่ครั้งนั้นสืบมา

นอกจากค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้าแล้ว คนพื้นเมืองโดยเฉพาะกลุ่มผู้นำยังรับเอาอารยธรรมจากชมพูทวีปคืออินเดียมาใช้ในชุมชนท้องถิ่นด้วย

ชาวอินเดียโบราณที่เดินเรือทะเลเลียบชายฝั่งเข้ามาติดต่อค้าขายกับชาวสุวรรณภูมิ นอกจากพ่อค้าที่มั่งคั่งแล้วยังมีชนวรรณะอื่นและกลุ่มอื่นด้วย คือ กษัตริย์ พราหมณ์ และนักบวช ฯลฯ ด้วยความต้องการต่างๆ กันไป บางพวกเข้ามาตั้งหลักแหล่งชั่วคราวไปๆ มาๆ แต่บางพวกตั้งถิ่นฐานถาวรด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ลี้ภัยทางการเมือง โจรสลัด เป็นต้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนพื้นเมืองก็มี บางพวกแต่งงานกับคนพื้นเมืองแล้วสืบโคตรตระกูลมีลูกหลานกลายเป็นคนพื้นเมืองไปก็ไม่น้อย

หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วราวๆ ๓๐๐ ปี หรืออาจกล่าวได้ว่าระหว่าง พ.ศ. ๒๐๐-๓๐๐ มีพระสงฆ์ ๒ รูป คือ พระโสณะกับพระอุตตระ อาศัยเรือพ่อค้าเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกที่ดินแดนสุวรรณภูมิ ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเริ่มประดิษฐานลงในภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก ตรงบริเวณที่อยู่ระหว่างลำน้ำแม่กลอง-ท่าจีน (ปัจจุบันคือเขตอำเภออู่ทอง-จังหวัดสุพรรณบุรี กับบ้านดอนตาเพชร เขตอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี)

พร้อมกันครั้งนั้นพวกพราหมณ์ก็เข้ามาเผยแผ่ศาสนาฮินดูด้วย ทำให้ชุมชนท้องถิ่นใกล้ทะเลบางแห่งรับพุทธศาสนา บางแห่งรับศาสนาฮินดู แต่มีบางชุมชนแรกรับพุทธแล้วเปลี่ยนเป็นฮินดู บางชุมชนแรกรับฮินดูแล้วเปลี่ยนเป็นพุทธ เป็นเหตุให้มีหลายแห่งรับทั้งพุทธและฮินดูปะปนอยู่ด้วยกันในชุมชนเดียวกัน

เหตุที่เป็นอย่างนั้น เพราะการจะรับหรือไม่รับสิ่งใด เป็นอำนาจหรือดุลยพินิจวิจารณญาณของหัวหน้าหรือเจ้าเมืองที่เป็นชนชั้นปกครอง ไม่ใช่อำนาจของพ่อค้าจากชมพูทวีป หรือนักบวช หรือพราหมณ์ ที่นำศาสนามาเผยแผ่


เริ่มมีชนชั้นในสังคม

เมื่อรับแบบแผนอารยธรรมอินเดียแล้ว ความแตกต่างของผู้คนเริ่มเห็นชัดเจน โดยแบ่งเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นสูง กับชนชั้นถูกปกครองหรือชนชั้นต่ำ

ชนชั้นสูง คือหัวหน้าหรือเจ้าเมือง เป็นกลุ่มแรกที่เลือกสรรรับอารยธรรมอินเดีย เช่น ศาสนา และสิ่งที่ต้องมากับศาสนา คือตัวอักษร ภาษา วรรณคดี ฯลฯ รวมเรียกว่าศิลปวิทยาการทั้งมวล ใช้ตัวอักษรปัลลวะ (ของทมิฬอินเดียใต้) สลักจารึกลงบนแผ่นอิฐหรือหิน

แต่ที่สำคัญคือระบบกษัตริย์ ที่เป็นประโยชน์ทางการปกครอง เป็นเหตุให้ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เติบโตก้าวหน้าขึ้นเป็นเมือง จากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่โตขึ้น ในที่สุดก็เป็นรัฐ หรือแคว้น บรรดาหัวหน้าชาติพันธุ์กลายเป็นกษัตริย์ เปลี่ยนชื่อหรือพระนามตามอย่างกษัตริย์ในอินเดีย แม้ชื่อบ้านนามเมืองและสถานที่ก็เอาแบบจากอินเดียด้วย

ส่วนชนชั้นต่ำ ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ที่ต่อเนื่องมา คือนับถือระบบผี ซึ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เพราะยังไม่รู้จักพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูที่สมัยแรกยังเป็นสมบัติของกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น

นาค คือคนพื้นเมือง
ชาวอินเดียที่เอาศาสนาเข้ามาเผยแผ่ให้ชาวสุวรรณภูมิ เรียกคนพื้นเมืองด้วยคำอารยันว่านาค หมายถึงเปลือย หรือแก้ผ้า เพราะเห็นคนพื้นเมืองมีเครื่องนุ่งห่มน้อยชิ้นจนเกือบเปลือยเปล่าเหมือนงูเงี้ยวที่เป็นสัตว์ร้ายทั่วไป

การเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าไปสู่คนพื้นเมืองท้องถิ่นต่างๆ ย่อมยากลำบากและเกิดการขัดแย้งมากมาย เพราะระบบความเชื่อผีดั้งเดิมยังแข็งแรง แล้วยังมีปัญหาการสื่อสารด้วยภาษาที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้สำนึกของคนแต่ก่อนบันทึกเหตุการณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรมานนาค และปราบนาคตามท้องถิ่นหลายท้องที่ จนบรรดานาคทั้งหลายยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา แล้วน้อมรับทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาสืบมา

เมื่อคนพื้นเมืองผู้เลื่อมใสออกบวชเป็นภิกษุ จึงเกิดประเพณีบวชนาคอย่างพื้นเมืองขึ้นมา เช่น มีการทำขวัญนาค เป็นต้น ซึ่งไม่มีในพุทธบัญญัติและไม่เคยมีในอินเดีย แสดงว�าระบบความเชื่อของพื้นเมืองยังมีอิทธิพลจนพุทธศาสนาต�องยอมรับเข�ามาผสมผสานในพิธีกรรมของพุทธศาสนา

เส้นทางคมนาคม
ค้าขายแลกเปลี่ยน
กับจีน-อินเดีย

ระหว่าง พ.ศ. ๔๐๐-๕๐๐ พวกจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ขยายการค้าแผ่เข้ามาสุวรรณภูมิทั้งทางบกและทางทะเล ทำให้สุวรรณภูมิกลายเป็นดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างตะวันตก คืออินเดีย กับตะวันออก คือจีน เป็นเหตุให้ปริมาณการค้าขายแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้น มีผู้คนชาติพันธุ์อื่นๆ จากที่ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กับบางพวกเข้ามาตั้งหลักแหล่งถาวร กลายเป็นคนพื้นเมืองต่อไปจำนวนไม่น้อย

ความเคลื่อนไหวทางการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ ทำให้มีเมืองท่าหรือสถานีการค้าทางทะเลเกิดขึ้น ๒ แห่งสำคัญ คือ คลองท่อม หรือตะโกลา (Takola ที่ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่) ทางอ่าวพังงา ฝั่งทะเลตะวันตก กับออกแก้ว (Oc-eo) หรือฟูนัน (Funan) (ที่ปากแม่น้ำโขง ในเวียดนาม) ทางฝั่งทะเลตะวันออก

ในช่วงเวลานี้เอง บริเวณสุวรรณภูมิลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็เกิดบ้านเมืองสำคัญขึ้นทางฟากตะวันตกของอ่าวไทย (หรือสมัยหลังต่อมา คือฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) ตรงที่เป็นดินแดนระหว่างลำน้ำแม่กลองกับลำน้ำท่าจีน (ปัจจุบันมีลำน้ำสาขา เรียกลำน้ำจระเข้สามพัน) รู้จักกันต่อมาภายหลังในชื่อเมืองอู่ทอง (อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี)

เมืองอู่ทองนี่เองที่ชนชั้นสูงอันมีเจ้าเมืองเป็นผู้นำเลือกรับพระพุทธศาสนาแล้ว ก็น่าจะเริ่มสร้างสถูปเจดีย�เป็นครั้งแรกและแห่งแรกขึ้นที่นี่ หลังจากนั้นจึงมีการสร้างแผ่กระจายกว้างขวางออกไปยังที่อื่นๆ อย่างสืบเนื่องในภายหลัง (เช่น ที่นครปฐมโบราณ)

ชาดก-ไตรภูมิ
และรามายณะ-มหาภารตะ

ชนชั้นสูงของเมืองอู่ทองยุคแรกรับอารยธรรมจากอินเดีย เรียนรู้คัมภีร์สำคัญทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายพราหมณ์ (ฮินดู)
คัมภีร์ฝ่ายพุทธ ได้แก่ พระสูตร และชาดกหรือพุทธศาสนานิทาน เห็นได้จากจารึกและภาพปูนปั้นสมัยต่อไป
คัมภีร์ฝ่ายพราหมณ์ (ฮินดู) ได้แก่ มหากาพย์ ๒ เรื่อง คือ มหาภารตะกับรามายณะ เห็นได้จากชื่อบ้านเมืองและพระนามกษัตริย์สมัยต่อไป
คัมภีร์เหล่านี้จะสืบทอดสู่ยุคต่อไปดังปรากฏอยู่ในภาพปูนปั้นประดับศาสนสถาน และชื่อกษัตริย์ ตลอดจนชื่อรัฐที่ได้จากคัมภีร์เหล่านั้น สืบมาจนถึงปัจจุบัน

เริ่มต้นยุค "ทวารวดี"
สยามประเทศ

เมื่อถึงเรือน พ.ศ. ๑๐๐๐ และหลังจากนั้นต่อมา ภูมิภาคอุษาคเนย์ที่อยู่ใกล้ทะเลก็เต็มไปด้วยบ้านเมืองน้อยใหญ่ที่รับอารยธรรมอินเดีย แล้วค่อยๆ เติบโตก้าวหน้าขึ้นเป็นรัฐนับถือศาสนาต่างๆ กัน ทั้งพราหมณ์ (ฮินดู) และพุทธ

ระยะเริ่มแรกมีชุมชนบ้านเมืองเล็กๆ อยู่ก่อน แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นชุมชนสถานีการค้า เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลทั้งด้านตะวันตกทางเขตจังหวัดระนอง-พังงา กับด้านตะวันออกทางเขตจังหวัดปัตตานี-สงขลา-นครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี-ชุมพร แล้วข้ามไปทางจันทบุรี-ปราจีนบุรี

ที่ลึกเข้าไปในที่ราบลุ่มภาคกลางก็มีทางลุ่มน้ำป่าสัก บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์-ลพบุรี ที่เติบใหญ่ขึ้นเป็นเมืองศรีเทพ (อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์) และทางลุ่มน้ำลพบุรี มีเมืองจันเสน (อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์) เมืองละโว้ (อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี) แล้วเชื่อมโยงผ่านช่องเขาเข้าไปถึงบริเวณที่ราบสูงทางต้นน้ำมูน-ชี ในเขตจังหวัดนครราชสีมา-ชัยภูมิ ต่อเนื่องไปทางปลายน้ำที่สบกับแม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งล้วนเป็นเขตที่มีผู้คนตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อนหน้านั้นราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว

จนกระทั่งหลัง พ.ศ. ๑๑๐๐ ก็เกิดรัฐหรือบ้านเมืองใหญ่โตขึ้น แต่บางแห่งที่เติบโตมาก่อนต้องร่วงโรยลง เพราะเส้นทางคมนาคมเปลี่ยนแปลงไป เช่น ลำน้ำตื้นเขินจนเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้า-ออกไม่สะดวก และยังมีเหตุอื่นๆ อีกหลายอย่าง จึงต้องย้ายศูนย์กลางความเจริญไปอยู่ที่ใหม่ เช่น เมืองนครชัยศรี (ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) มีความสำคัญขึ้นมาแทนเมืองอู่ทอง ส่วนเมืองละโว� (ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี) มีความสำคัญขึ้นมาแทนเมืองศรีเทพ

ช่วงเวลานี้เองที่เอกสารจีนระบุว่ามีรัฐขนาดใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคอุษาคเนย์ เริ่มจากทางตะวันออกของอินเดีย มีรัฐศรีเกษตร (ในเขตพม่า) ถัดไปทางตะวันออกเป็นรัฐหลั่งยะสิวกับโถโลโปตี (ในเขตไทย) ถัดไปทางตะวันออกเป็นอีสานปุระ (ในเขตกัมพูชา) และถัดไปทางตะวันออกเป็นจามปา (ในเขตเวียดนาม)

เฉพาะในเขตไทยมี ๒ รัฐใหญ่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลาง คือ

หลั่งยะสิว มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนครชัยศรี (หรือนครปฐมโบราณ ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) ทางฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเมืองขนาดใหญ่โตที่สุดของภูมิภาคในยุคเดียวกัน ยกย่องนับถือพุทธศาสนาเป็นสำคัญ มีสถูปใหญ่เป็น "มหาธาตุหลวง" (ที่ต่อมาคือพระปฐมเจดีย์) นิยมสร้างสถูปสถานตลอดจนธรรมจักรและกวางหมอบ โดยเฉพาะเสาธรรมจักรมีรูปสิงโตตามแบบงานช่างสมัยพระเจ้าอโศกของอินเดีย

โถโลโปตี ตรงกับชื่อทวารวดี มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองละโว้ (หรือลพบุรี ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี) ทางฟากตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ยกย่องนับถือศาสนาพราหมณ์เป็นสำคัญ แต่ก็มีพุทธศาสนาปะปนอยู่ด้วย

รัฐเหล่านี้มั่งคั่งและใหญ่โตขึ้นมาเพราะ "ผูกขาด" ทำการค้ากับจีนและอินเดียเป็นสำคัญ แต่ทางตะวันตกก็เชื่อมโยงต่อเนื่องจากอินเดียไปถึงบ้านเมืองรอบอ่าวเปอร์เซียทางตะวันออกกลางด้วย เช่น เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria)

นอกจากมีรัฐใหญ่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้ว ยังมีรัฐเกิดขึ้นไล่เลี่ยหลังจากนั้นอีกทางลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น รัฐลุ่มน้ำปิง-วังเรียกหริภุญไชย (จังหวัดลำพูน) รัฐลุ่มน้ำโขงที่ภายหลังเรียกเวียงจัน (ในลาว) รัฐลุ่มน้ำมูนที่ภายหลังเรียกพิมาย และศรีจนาศะ (ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์-นครราชสีมา) รวมทั้งรัฐลุ่มน้ำปัตตานีที่ภายหลังเรียกยะรัง (จังหวัดปัตตานี) ฯลฯ

ช่วงเวลานี้เองที่บ้านเมืองและแว่นแคว้นทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มปรับปรุงตัวอักษรปัลลวะจากอินเดียใต้ที่ใช้มาแต่เดิม ให้เป็นตัวอักษรพื้นเมืองอย่างใหม่ขึ้น นักปราชญ์สมัยหลังสมมุติชื่อเรียกว่าอักษรทวารวดี แต่มีประชากรส่วนหนึ่งพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวคือพวกสาม (ต่อมาคือสยาม)

รัฐละโว้
สืบยุค "ทวารวดี"

ถึงหลัง พ.ศ. ๑๕๐๐ จีนคิดค้นความรู้ทางการเดินเรือด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าได้ดีขึ้น จึงปรับเปลี่ยนวิธีการค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้า จากเดิมที่รอให้พ่อค้าและนักเสี่ยงโชคจากบ้านเมืองทางสุวรรณภูมิเดินทางเข้าไปค้าขายด้วย ก็ส่งเรือใหญ่แล่นเลียบชายฝั่งมาค้าขายเองอย่างกว้างขวาง

ผลจากการเปลี่ยนแปลงของจีน ทำให้บ้านเมืองขนาดเล็กมีโอกาสติดต่อค้าขายกับจีนโดยตรง ทำให้รัฐใหญ่ที่เคยเป็น "คนกลาง" คุมการค้าต้องเสื่อมโทรมลงทีละน้อยๆ รัฐใหญ่บางแห่งร่วงโรยลดความสำคัญ แต่บ้านเมืองขนาดเล็กที่เคยอาศัยรัฐใหญ่ก็เติบโตขึ้นแทนที่ เช่น เกิดรัฐเจนลีฟูขึ้นภายในทางลุ่มน้ำปิง (เขตจังหวัดนครสวรรค์) แต่รัฐทวารวดีทางลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ปรับเปลี่ยนเชื้อวงศ์ชนชั้นสูงแล้วได้ชื่อรัฐใหม่ว่าละโว้ หรือกัมโพช ที่เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเมืองพระนครบริเวณทะเลสาบในกัมพูชา

ด้วยสภาพแวดล้อมและความจำเป็นทางศาสนา-การเมือง ทำให้รัฐที่อยู่ใกล้ทะเลต้องปรับปรุงตัวอักษรทวารวดีที่ใช้มาก่อน ให้มีลักษณะเฉพาะขึ้นมาอย่างน้อย ๒ พวก คืออักษรมอญของกลุ่มชนพูดภาษามอญ และอักษรขอมของกลุ่มชนพูดภาษาเขมร สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดอาณาจักรใหญ่ ๒ แห่ง คือ รามัญประเทศ ยกย่องพุทธศาสนาเถรวาท ทางทะเลอันดามัน (ในพม่า) กับกัมพุชเทศ ยกย่องศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ทางทะเลสาบ (ในกัมพูชา)

ในยุคนี้มีหลักฐานโบราณคดีระบุชัดเจนว่าเริ่มมีพันธุ์ข้าวต่างประเทศ เมล็ดเรียว แพร่หลายในกลุ่มชนชั้นสูง ต่อมาเรียกข้าวเจ้า แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังกินข้าวเหนียว

ละโว้-อโยธยา
และรัฐ "เครือญาติ" สยาม

ครั้นหลัง พ.ศ. ๑๗๐๐ มีความเปลี่ยนแปลงทางศาสนา-การเมืองครั้งใหญ่ เพราะอาณาจักรกัมพูชาเปลี่ยนศาสนาจากยกย่องศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) มายกย่องนับถือพุทธศาสนามหายานเป็นใหญ่ มีศูนย์กลางอยู่ที่ศรียโสธรปุระ หรือนครธม แล้วส่งผลให้บ้านเมืองและรัฐเครือญาติทางลุ่มน้ำมูน-ชีกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องยอมรับนับถือมหายานตามไปด้วย ดังจะเห็นพุทธสถานมหายานยุคนี้อยู่ทั่วไป เช่น ที่ปรางค์สามยอด (ละโว้-ลพบุรี) ปราสาทกำแพงแลง (เพชรบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์ (กาญจนบุรี) ฯลฯ

แต่ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทางศาสนา-การเมืองครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้วย เพราะฝ่ายที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะพวกที่สืบตระกูลไทย-ลาว หรือสยามมาแต�เดิม เลยเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น เปลี่ยนราชวงศ์และย้ายศูนย์กลาง ดังกรณีรัฐละโว้ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพนคร ทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนทางลุ่มน้ำยมก็เกิดรัฐสุโขทัยขึ้น พร้อมกับรัฐสุพรรณภูมิ (ที่สืบเนื่องพุทธเถรวาทจากอู่ทอง-นครชัยศรี) ทางลุ่มน้ำท่าจีน ฯลฯ รวมทั้งรัฐนครศรีธรรมราชทางภาคใต้ โดยยกย�องพุทธศาสนาเถรวาทตามประเพณีที่มีมาแต�ครั้งสุวรรณภูมิและทวารวดี

จนถึงเรือน พ.ศ. ๑๘๐๐ เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ คือกาฬโรค (Black Dead) หรือโรคห่า ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นก่ายกอง มีผลให้พระเจ้าแผ่นดินในบ้านเมืองและแว่นแคว้นที่เกิดโรคระบาดต้องขจัดปัดเป่าสิ่งเหล่านั้นให้หมดไป วิธีดีที่สุดคือสถาปนาบ้านเมืองเสียใหม่ด้วยพิธีกรรมความเชื่อทางศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สมเด็จพระรามาธิบดีสถาปนาพระราชวังอันเป็นศูนย์กลางของราชธานีอโยธยาศรีรามเทพเสียใหม่ แต่ยังอยู่ใกล้เคียงบริเวณเดิม เป็นต้น แล้วภายหลังต่อมารู้จักกันในชื่อพระนครศรีอยุธยา หรือกรุงศรีอยุธยา

หลังจากนั้นก็เกิดการรวมตัวของบ้านเล็กเมืองน้อยขึ้นเป็นรัฐ "เครือญาติ" อิสระ มีพระเจ้าแผ่นดินของตัวเองทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยยังไม�มีที่ใดมีอำนาจเป็น "อาณาจักร" (มีเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งเดียว แล้วแผ่อำนาจทางการเมืองเหนือบ้านเมืองอื่นๆ) แต่ต่างมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติด้วยการ "แต่งงาน" เชื่อมโยงวงศ์วานว่านเครือซึ่งกันและกัน

แว่นแคว้นหรือรัฐน้อยใหญ่ในเวลานั้นมีดังนี้

ภาคเหนือ มีรัฐโยนก ต่อมาขยายตัวเป็นรัฐล้านนา คู่กันมากับรัฐล้านช้าง (ในลาวเหนือ) นอกจากนั้นยังต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับรัฐไทยใหญ่ทางลุ่มแม่น้ำสาละวิน (ทางตอนเหนือของพม่า) ด้วย

ภาคอีสาน มีรัฐศรีโคตรบูร ทางลุ�มแม�น้ำโขง ศูนย์กลางอยู่เวียงจัน แต่ควบคุมดินแดนเข้ามาถึงบางส่วนของอีสาน ส่วนทางลุ่มน้ำมูนมีบ้านเมือง เช่น เมืองพิมาย เมืองพนมรุ้ง ฯลฯ ต่อเนื่องถึงเมืองโคตรบอง เมืองเรอแดว (ทางตอนใต้ของลาว)

ภาคใต้ มีรัฐนครศรีธรรมราชกับรัฐปัตตานี เป็นสำคัญ

ภาคกลาง แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ตอนบนกับตอนล่าง

ตอนบน มีรัฐสุโขทัย ควบคุมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง-ยม-น่าน ลงมาถึงเมืองพระบาง (นครสวรรค์) มีเส้นทางคมนาคมและการค้าเส้นหนึ่งไปทางทิศตะวันตกสู่อ่าวเมาะตะมะทางบ้านเมืองมอญ-รามัญประเทศ

ตอนล่าง มี ๒ ฟาก คือ ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา กับฟากตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา

ฟากตะวันตก มีรัฐสุพรรณภูมิ ควบคุมพื้นที่ตั้งแต่เมืองสรรค์บุรี (ชัยนาท) ลงไปถึงเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี ฯลฯ เอกสารจีนเรียกพวกนี้ว่าเสียม หรือเสียน หมายถึงสยาม

ฟากตะวันออก มีรัฐอโยธยาศรีรามเทพ ควบคุมพื้นที่เดิมของรัฐละโว้ เอกสารจีนเรียกพวกนี้ว่าหลอหู หรือหลอฮก และเกี่ยวดองเป็นเครือญาติใกล้ชิดสนิทสนมกับอาณาจักรขอมแห่งเมืองพระนคร ในกัมพูชา

กรุงศรีอยุธยา
ราชอาณาจักรสยามแห่งแรก

บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีรัฐละโว้-อโยธยาศรีรามเทพอยู่ทางฟากตะวันออก กับรัฐสุพรรณภูมิอยู่ทางฟากตะวันตก ในกลุ่มชนชั้นสูงต่างเป็น "เครือญาติ" กันทางการแต่งงาน ทำให้มีการรวมตัวทางการเมืองอย่างหลวมๆ ดังเอกสารจีนเรียกชื่อรัฐอย่างรวมๆว่าเสียมหลอหู หรือเสียมหลอ แต่บางครั้งก็ขัดแย้งแย่งชิงอำนาจจนต้องแยกเป็นรัฐ "เครือญาติ" อิสระจากกัน

จนถึงหลัง พ.ศ. ๑๙๐๐ พระเจ้าแผ่นดินจากรัฐสุพรรณภูมิ (ที่เมืองสุพรรณบุรี) รวมกับรัฐสุโขทัย และมีจีนอุดหนุนอยู่ด้วย ใช้กำลังไพร่พลยึดอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดินเชื้อสายราชวงศ์ละโว้ที่ปกครองอโยธยาศรีรามเทพอยู่ขณะนั้น แล้วขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจกว้างไกลเหนือรัฐสุพรรณภูมิ รัฐนครศรีธรรมราช รัฐสุโขทัย รัฐอโยธยาศรีรามเทพ จนเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศทั้งปวงว่าเป็นราชอาณาจักรสยามอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก แล้วขนานนามอาณาจักรว่ากรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา แสดงรากเหง้าว่าสืบจากกรุงทวารวดีอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นที่รู้จักทั่วไปในชื่อกรุงศรีอยุธยา รุ่งเรืองขึ้นมาเพราะตั้งอยู่บนศูนย์กลางเส้นทางคมนาคม-การค้าของสุวรรณภูมิมาแต่เดิม โดยมีรัฐ "เครือญาติ" อิสระอยู่โดยรอบ คือ รัฐพม่ารามัญ รัฐล้านนา รัฐล้านช้าง-เวียงจัน รัฐจำปาสัก รัฐกัมพูชา

กรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วเกิดศูนย์กลางราชอาณาจักรสยามแห่งใหม่ขึ้นที่กรุงธนบุรี แผ่อำนาจเหนือรัฐล้านนา รัฐล้านช้าง-เวียงจัน ฯลฯ จนถึง พ.ศ. ๒๓๒๕ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร�ขึ้นใหม่ แต่บรรดานานาประเทศทั้งปวงรู้จักทั่วไปว่าสยาม หรือกรุงสยาม เขียนอย่างตะวันตกว่า SIAM กลุ�มประชากรทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเป็นชาวสยามที่สืบมาแต�ดั้งเดิมดึกดำบรรพ�ครั้งสุวรรณภูมิหลายพันป มาแล้ว

จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นประเทศไทย เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า THAILAND บรรดาชาวสยามก็กลายเป“นคนไทยสืบถึงปัจจุบัน

ที่มา สุจิตต์ วงษ์เทศ " เรื่องจากปก" ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 25 ฉบับที่ 03 วันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2547

วันศุกร์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ฮีตคลองประเพณี


ฮีตคลองประเพณี (ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lannaworld.com/nation/thaidam.htm )

ประเพณีการเกิด

นับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวันคลอด ผู้เป็นแม่คงทำงานตามปกติไม่มีการพักผ่อน โดยเชื่อว่าการออกใช้แรงงานนั้นจะทำให้คลอดลูกง่าย เมื่อมีอาการเจ็บท้องก่อนคลอดจะทำพิธีเซ่นผีเรือนเรียกว่า "วานขวัญผีเรือน" การประกอบพิธีกรรมให้หมอขวัญเป็นผู้ทำพิธีฆ่าไก่ ๑ ตัว เซ่นให้ผีญาติพี่น้องที่ตายทั้งกลมหรือตายในขณะคลอดลูกกินก่อน เพื่อไม่ให้มารังควาญรบกวนในขณะคลอด เมื่อเด็กคลอดพ้นจากครรภ์มารดาแล้ว ก็จะตัดสายรกซึ่งเรียกว่าสายแห่ยาวประมาณ ๒ ข้อมือ อาบน้ำเด็กน้อยด้วยน้ำอุ่น แล้วนำไปวางไว้ในกระด้ง รอจนกระทั่งสายรกหลุดออกมา เมื่อสายรกหลุดพ้นออกจากครรภ์แล้วนำไปล้างบรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้แล้วนำไปแขวนที่คบไม้ใหญ่ในป่าบั้งแห่ซึ่งเป็นป่าสำหรับทิ้งรกเด็กแรกเกิด โดยแขวนสูงจากพื้นดินระดับเสมอศีรษะคนเดินผ่าน ส่วนแม่ก็ให้ล้างชำระทำความสะอาดร่างกายเล็กน้อยแล้วนั่งอยู่ไฟเรียกว่า "อยู่กำเดือน" เมื่อถึงเตาไฟให้หันหน้าเข้าหาเตาไฟ เอามือควักเขม่าควันไฟมากิน หลังจากนั้นดื่มน้ำร้อนอยู่ไฟและอาบน้ำร้อนที่ต้มผสมใบไม้ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านจนครบเดือน
การอยู่กำหรืออยู่ไฟ ภายหลังคลอดเริ่มอยู่ไฟตั้งแต่วันแรกเป็นเวลา ๓๐ วัน ในระยะแรก การอยู่ไฟจะนั่งอยู่ที่เตาไฟตลอดเวลา ๓ วัน เรียกว่า "อยู่กำไฟ" แม่กำเดือนหรือหญิงที่อยู่ไฟจะต้องระมัดระวังเรื่องอาหาร รับประทานได้แต่ข้าวเหนียวนึ่งกับเกลือคั่วหรือเกลือเผาจนครบ ๓ วัน จึงจะ"ออกกำไฟ" ในระยะนี้จะมีญาติพี่น้องและผู้ใกล้ชิดมาเยี่ยมเยือนและอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลา เมื่อออกกำไฟแล้ว ให้ไปสระผมที่ท่าน้ำแต่จะไม่อาบน้ำ ใช้ผ้ารัดเอวไว้ผืนหนึ่งพร้อมกับคาด"ผ้าฮ้ายฝั้นใต้ไฟ"(ชุดติดไฟ) ทับไว้อยู่ข้างนอกเพื่อให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อกลับมาถึงเรือนแล้วทำพิธีเซ่นผีย่าไฟโดยใช้ไข่ไก่ ๑ ฟอง ไปวางไว้ตรงที่ทารกคลอด ทำพิธีสู่ขวัญให้แก่เด็กน้อย สู่ขวัญนมและสู่ขวัญที่นอนเพื่อขอให้ช่วยดูแลกรักษาและเลี้ยงดูเด็กน้อยที่เกิดใหม่ ส่วนแม่ใช้ไก่ต้ม ข้าวต้ม ขนม จัดใส่สำรับทำพิธีสู่ขวัญ หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลากลางคืนก็ให้แม่และเด็กน้อยย้ายไปนอนบริเวณที่นอนตามปกติ แต่ผู้เป็นแม่จะต้องอยู่ไฟ ต่อไปจนกระทั่งครบ ๓๐ วัน จึงออกจาก"อยู่กำเดือน"
อาหารการกิน ในเวลาอยู่ไฟจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทั่วไป มีแต่ผักและปลาบางชนิด เช่น ปลาคิง ปลาแก้ม โดยนำมาปิ้งเมื่อครบ ๒๐ วัน ฆ่าเป็ด ๑ ตัว ทำพิธีเซ่นผีเต่ท่า จากนั้นจึงเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ได้ โดยเริ่มจากเป็ดก่อนต่อมาเป็นไก่ หมู ปลาย่าง ปลาไหลย่าง ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย จนกว่าจะออกจากกำเดือน โดยเฉพาะเนื้อควายเผือกห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีอาการแสลงอาจถึงตายได้

ความเชื่อของลาวโซ่ง

ส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องผี และขวัญอยู่มาก เชื่อว่าผีนั้นเป็นเทพยดาที่ให้ความคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผีเรือน หากทำสิ่งไม่ดีจะเป็นการผิดผี ซึ่งผีเรือนอาจจะลงโทษได้

ลาวโซ่งมีการนับถือผี
การนับถือผีจะ มีการบวงสรวงผีเป็นประจำ เช่น ผีบรรพบุรุษ ที่มุมหนึ่งในบ้านจะใช้เป็นที่บูชาผีบรรพบุรุษ เรียกว่า “กะล่อหอง” นอกจากนี้ยังมีการนับถือ “แถน” คือผู้ให้คุณและโทษ
ผีแถนหรือผีฟ้า เชื่อว่าเป็นเทวดาอยู่บนฟ้า สามารถบันดาลความเป็นไปแก่มนุษย์ทั้งด้านดีและด้านร้าย ต้องปฎิบัติตนให้ถูกต้องตามความประสงค์ของแถน เพื่อจะได้รับความเมตตาได้รับความสุข
ผีบ้านผีเรือน เป็นผีที่คุ้มครองป้องกันบ้านเรือนให้ร่มเย็นเป็นสุขและอุดมสมบูรณ์ อาจสิงสถิตอยู่ตามป่า ภูเขาหรือต้นไม้บางแห่ง ก็สร้างศาลให้อยู่บริเวณที่มีหลักเมือง ถือว่าเป็นเขตหวงห้ามใช้เฉพาะการประกอบพิธีเซ่นไหว้ หรือที่เรียกว่า เสน เท่านั้น ส่วนผีประจำหมู่บ้านให้อยู่ต่างหากเรียกว่สา ศาลเจ้าปู่ หรือศาลตาปู่ และต้องทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี
ผีบรรพบุรุษ เป็นผีของปู่ย่า ตายาย หรือพ่อแม่ที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว จะถูกเชิญขึ้นไว้บนเรือน ณ ห้องผีเรือน หรือห้องของบรรพบุรุษที่เรียกว่า กะล่อท่อง และต้องจัดพิธีเซ่นไหว้ทุกปี เรียกว่า พิธีเสนเรือน
ผีป่าขวง และผีอื่น ๆ ที่สถิตอยู่ตามป่า ภูเขา แม่น้ำ หรือสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งหากคนทำให้ไม่พอใจก็อาจลงโทษให้เจ็บป่วยได้เช่นกัน

ความเชื่อในเรื่องขวัญ

เชื่อว่าแถนเป็นผู้สร้างให้มนุษย์มาเกิด และมีขวัญแต่ละคนติดตัวมาอยู่ในร่างกายรวม ๓๒ ขวัญ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวทำงานได้ ขวัญอาจตกหล่นหรือสูญหายได้ง่าย ถ้าตกใจหรือเจ็บป่วยขวัญจะไม่อยู่กับตัว จึงต้องทำพิธีเรียกขวัญ หรือสู่ขวัญ เพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่ในร่างกายอย่างปกติสุขตามเดิม

ขับมด
เป็นจารีตในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของไทดำกล่าวคือ เมื่อมีคนเจ็บป่วยเรื้อรังในครอบครัว รักษาด้วยหมอยาพื้นเมืองแล้วไม่หาย สามีภรรยาหรือญาติของผู้ป่วยจะไปหา "หมอเหยา" มาเสกเป่าเยียวยาแก้ไข ถ้ายังไม่หายก็จะไปเชิญหมอมดมาทำพิธีรักษาหมอมดจะรักษาด้วยการขับมดและเสี่ยงทาย เพื่อให้ทราบสาเหตุของการเจ็บป่วย ถ้าหากถูกผีทำก็จะทำพิธีเลี้ยงผีแก้ไขอาการเจ็บป่วย เดิมการรักษาของหมอมดมีค่าคาย(ขึ้นครู) ๒ บี้ แต่ปัจจุบันใช้เงิน ๑,๐๐๐ กีบ เทียน ๘ คู่ ไข่ ๒ ฟอง กระเทียม ๒-๓ หัว ฝ้าย ๑ มัด เกลือ ๑ ห่อ ข้าวสารใส่กะละมัง หวี และปอยผม ๑ ปอย เพื่อถวายให้ผีมด การรักษาเริ่มด้วยการให้ผู้ช่วยหมอมด ๒ คนช่วยกันเป่าปี่ หมอมดจะทำการขับมดเพื่อเชิญผีมดให้มาช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุของการเจ็บป่วย โดยสุ่มถามผีมดว่าถูกผีอะไรทำ เช่น ถามว่าถูกผีเรือนทำใช่ไหม แล้วเสี่ยงทายหาคำตอบด้วยการสาดข้าวสารลงบนพื้น ๓ ครั้ง ให้ได้จำนวนคู่-คี่สลับกัน กล่าวคือ ถ้าครั้งแรกได้จำนวนคู่ ครั้งที่สองจะต้องได้จำนวนคี่ และครั้งที่สามได้จำนวนคู่ แสดงว่าผิดผีเรือน ถ้าเสี่ยงทายไม่ได้จำนวนดังกล่าวก็จะเป่าปี่ขับมดต่อไปอีกจนจบคำขับมด แล้วเสี่ยงทายอีกเช่นนี้จนกระทั่งได้จำนวนคู่สลับคี่ตามที่ต้องการ ดังนั้นการขับมดจึงใช้เวลานานอาจใช้เวลาตั้งแต่ตอนบ่ายจนกระทั่งถึงกลางคืน เมื่อทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยว่าถูกผีใดมาทำ หมอมดก็จะให้ญาติผู้ป่วยจัดเตรียมเหล้า อาหาร และสิ่งของสำหรับเซ่นเลี้ยง เพื่อให้เลิกทำแก่ผู้เจ็บป่วย
การรักษาของหมอมดไม่มีข้อห้ามในการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน แม้ว่าคนป่วยจะนอนอยู่โรงพยาบาล หมอมดทำพิธีรักษาที่บ้านไปด้วยก็ได้ ผู้ร่วมพิธีขับมดได้แก่ ญาติพี่น้องใกล้ชิด เพื่อนบ้านใกล้เคียง รวมทั้งคนในหมู่บ้านจะมาร่วมโดยไม่ต้องบอกกล่าว
ขับมด เป็นการรักษาทางด้านจิตใจ การเชิญหมอมดมารักษาแสดงว่าลูกผัวรักแพง รวมทั้งมีญาติและเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยือนทำให้ผู้ป่วยมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้หายจากการเจ็บป่วย

การแต่งกายของลาวโซ่ง
การแต่งกายผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้น ปลายแคบเรียวยาวปิดเข่า นุ่งแบบกางเกงจีน เรียกว่า “ส้วงขาเต้น” หรือ “ส้วมก้อม” แปลว่า กางเกงขาสั้น ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ปลายแขนปล่อยกว้างขนาดข้อมือผ่าหน้าตลอด ติดกระดุมเงินยอดแหลมมีลวดลาย เรียงกันถี่ประมาณ 10-19 เม็ด ตัวสั้นเลยเอวไปนิดหน่อย ตัวเสื้อเย็บเข้ารูปทรงกระสอบ หน้าอกผาย คอตั้ง ด้านข้างตอนปลายผ่าทั้ง 2 ข้าง ใช้เศษผ้า 2-3 ชิ้นตัดขนาดรอยผ่าเย็บติดไปกับรอยผ่า เรียกว่า เสื้อชอน ส่วนผู้หญิงในชีวิตประจำวันจะนุ่งผ้าถุงพื้นดำ ประกอบด้วยผ้า 3 ชิ้น ชิ้นที่ 1 เป็นสีดำ ไม่มีลวดลายกว้างประมาณ 12 นิ้ว เป็นซิ่นทั้งผืน ชิ้นที่ 2 เป็นซิ่นสีดำสลับลายสีขาว ชิ้นที่ 3 กว้างประมาณ 1 ฟุต มีลวดลายสีขาวสองสามริ้ว เย็บติดเป็นตีนซิ่น ถ้าสามีตายต้องเลาะตีนซิ่นนี้ออก เพื่อไว้ทุกข์ ส่วนเสื้อใช้แขนยาวทรงกระบอก ตัวเสื้อเย็บเข้าตัว คอตั้งผ่าอกตลอด ติดกระดุม เงินถี่ 10 เม็ด เรียกว่า เสื้อก้อม บางทีจะใช้ผ้าคาดอกเรียกว่าผ้าเบี่ยว ปักลวดลายไว้ที่ชายทั้งสอง ชายหญิงที่แต่งงานแล้วจะใช้ ผ้าเบี่ยวสีดำหรือครามแก่

ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีแต่งงาน ลาวโซ่งจะแต่งชุดใหญ่ เรียกว่า เสื้อฮี ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายย้อมคราม มี 2 ด้าน เสื้อฮีของ ชายยาวคลุมสะโพก คอกลม กุ้นรอบคอด้วยผ้าไหมสีแดง แล้วเดินด้วยเส้นทับด้วยผ้าไหมสีอื่น ตรงคอด้านข้างติดกระดุมแบบ คล้อง 1 เม็ด ผ่าตลอดตั้งแต่กระดุมป้ายทบมาทางด้านข้าง แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกยาวปลายแคบ ชายเสื้อจะปักด้วยผ้าไหมสี ต่าง ๆ พร้อมติดกระจกชิ้นเล็ก ๆ ด้านข้างผ่าตั้งแต่ปลายเสื้อจนถึงเอว ปักตกแต่งอย่างงดงาม ส่วนของผู้หญิงตัวเสื้อใหญ่และ ยาวกว่ามาก คอแหลมลึก ไม่ผ่าหน้า แขนเสื้อแคบเป็นแขนกระบอก ใส่นุ่งกับผ้าถุง (สมทรง 2524, น.13-15)
ทรงผมของลาวโซ่ง สมัยก่อนเด็กหญิงและชายจะถูกกร้อนผม พอเริ่มเป็นหนุ่มสาว ผู้ชายจะตัดผมทรงดอกกระทุ่ม หรือทรงสูง ส่วนผู้หญิงเริ่มไว้ผมยาว สำหรับหญิงที่สามีตาย ต้องปล่อยผมสยาย ไม่เกล้าผม และห้ามใช้เครื่องประดับทุก ชนิดระหว่างที่ไว้ทุกข์ 1 ปี ต้องทำผมแบบปั้นเกล้าตก คือให้กลุ่มผมอยู่ข้างหลัง เมื่อออกทุกข์แล้วจึงทำผมเกล้าแบบเดิมได้

ประเพณีวัยหนุ่ม
การศึกษาอบรม พ่อจะสอนลูกชายให้รู้จักการทำไร่ไถนา จักสาน เช่น สานกะเหล็บ กระบุง ข้อง ไซ และภาชนะต่าง ๆ ส่วนแม่จะสอนลูกสาวให้รู้จักเวียกเหย้าการเรือน ปั่นฝ้าย เลี้ยงไหม สาวไหม ทอผ้า และการประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ บนผืนผ้า
เลือกคู่ครอง เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มวัยสาว ผู้สาวจะชวนเพื่อน ๆ ไปลงข่วงปั่นฝ้ายเป็นกลุ่ม ๆ ในยามค่ำคืนของฤดูหนาว ส่วนผู้บ่าวก็จะชวนกันไปเกี้ยวสาวปั่นฝ้าย โดยเป่าปี่แล้วขับไทดำวนเวียนไปมาตามข่วงโน้นบ้างข่วงนี้บ้าง มีการขับโต้ตอบกันไปมาระหว่างหนุ่มสาวจนดึกดื่นจึงกลับขึ้นเรือนโดยมีผู้บ่าวที่ชอบพอกันติดตามไปส่ง กระทำเช่นนี้เป็นกิจวัตรประจำจนเกิดความรักซึ่งกันและกัน ฝ่ายชายจะเล่าให้พ่อแม่ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่ตนไปรักมักผู้สาวแล้วอยากได้เป็นภรรยา หลังจากนั้นพ่อแม่ก็จะไปหารือ
บรรดาลุงป้าน้าอาที่นับถือ แล้วแต่ง"พ่อใช้"ไปถามผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ๒-๓ ครั้ง โดยปกติการไปถามครั้งแรกหรือครั้งที่สองพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะยังไม่ตอบตกลงหรืออาจบอกปัดก็ได้ ดังนั้นจึงไปถามอีกเป็นครั้งที่สามเรียกว่า ถามขาด เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงตอบรับก็เป็นอันว่าตกลงให้แต่งงานกันได้ หลังจากนั้นจะเตรียมพิธีกินดองน้อย

กินดองน้อย เป็นพิธีสู่ขอเรียกว่า "ไปส่อง" ฝ่ายชายจะจัดเตรียมพาข้าวหรือขันหมากสู่ขอ โดยฆ่าไก่ ๔ ตัว แยกเป็น ๔ ห่อ สิ่งของประกอบพิธีสู่ขอจะทำเป็นห่ออย่างละ ๔ ห่อ ได้แก่ ปลาปิ้ง ๔ ห่อ หนังหาด ๔ ห่อ (เปลือกไม้ใช้เคี้ยวกับหมาก) พลู ๔ ห่อ เหล้า ๔ ขวด จัดใส่สำรับมอบให้เฒ่าแก่ญาติฝ่ายเจ้าสาว แล้วมอบตัวเป็นเขยกว้านในวันนั้น เพื่อเตรียมพิธีกินดองใหญ่(แต่งงาน)ต่อไป เขยกว้านจะอาศัยอยู่ที่บ้านเจ้าสาวเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่พิธีกินดอง โดยใช้เวลา ๒ เดือน ถึง ๑ ปี บางรายอาจใช้เวลา ๓-๔ ปี และยังไม่มีสิทธิ์อยู่กินกันฉันสามีภรรยา เพราะผิดผีเรือน จะต้องนอนอยู่ทางกว้าน (ปลายเท้าของพ่อตาแม่ยาย) หลังจากพิธีส่อง ฝ่ายหญิงยังมีสิทธิเสรีในการพูดคุยกับผู้บ่าวคนอื่นที่มาเกี้ยวพาราสี โดยว่าที่สามีจะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและไม่โกรธ ทั้งนี้เพื่อทดสอบความอดทน อดกลั้นในอารมณ์

พิธีแต่งดองหรือกินดองใหญ่
เป็นพิธีแต่งงานของไทดำ มีกำหนด ๓ วัน บางครั้งจะจัดพิธีพร้อมกับการ"เสนเรือน" วันแรกฝ่ายชายจะทำพิธีเซ่นผีเรือนที่บ้านเจ้าสาว โดยฆ่าหมู ๑ ตัว ไก่ ๘ ตัว ปลาปิ้ง ๘ ห่อ หาด ๘ ห่อ พลู ๘ ห่อ เหล้าไห ๒ ไห พร้อมกับเงินสินเลี้ยงหรือค่าน้ำนม ๕ หมัน ๒ บี้ ฆ่าควาย ๑ ตัว เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน วันที่สองสะใภ้ใหม่จะไปหยามเรือนพ่อปู่แม่ย่า คือ ไปเยี่ยมพ่อแม่ของสามีตั้งแต่ตอนเช้าเพื่อแสดงความเคารพ สะใภ้จะต้องมีของไปฝาก เช่น ผ้าเปียว (ผ้าคลุมศีรษะของสตรีเผ่าไทดำ) ผ้าปู ที่นอน ซิ่นไหม เสื้อ ถุงย่าม ที่ทำจากฝีมือของตนเอง ส่วนพ่อปู่แม่ย่าจะให้เงินรับไหว้จำนวน ๕-๑๐ หมัน หรือให้สิ่งของตอบแทนตามสมควรแก่ฐานะ หลังจากนั้นก็จะไปนบไหว้ญาติผู้ใหญ่ของสามี จนกระทั่งถึงตอนบ่ายจึงเดินทางกลับไปรับประทานอาหารเรียกว่า กินงายหัว ส่วนวันที่สามของพิธีแต่งดองเป็นวันสรุปเพื่อเก็บของที่ยืมมาจัดงานส่ง ทำอาหารเลี้ยงผู้ที่อยู่ช่วยงาน ส่วนมากจะเป็นญาติพี่น้องเพื่อนสนิทและเพื่อนบ้านใกล้เคียง
ธรรมเนียมดั้งเดิมของไทดำ ผู้เป็นเขยจะต้องอยู่ที่บ้านของพ่อตาแม่ยาย มีกำหนดนานถึง ๑๒ ปี จึงจะมีสิทธิ์กลับคืนไปอยู่กับพ่อแม่ฝ่ายสามีหรือปลูกเรือนใหญ่อยู่ใกล้ ๆ กับพ่อแม่และญาติฝ่ายสามี ต่อมาลดลงเหลือ ๘ ปี ปัจจุบันลดลงเหลือ ๔ ปี

"มานทาง" หญิงใดมีท้องนอกสมรสเรียกว่า "มานทาง" จะถูกสังคมลงโทษ โดยถูกอำนาจการปกครองของหมู่บ้านปรับไหมทั้งชายและหญิงเป็นเงิน ๑ หมัน ๕ บี้ เรียกว่า "เงินล้างน้ำล้างท่า" แล้วให้อยู่กินเป็นสามี-ภรรยากัน ถ้าหากฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นภรรยาจะต้องเสียค่าปรับไหมให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นเงิน ๓๐ หมัน ในกรณีที่หญิงนั้นตายจะถูกชาวบ้านปรับไหมเรียกว่า "เฮียวซาว" โดยให้ฆ่าควาย ๑ ตัวเพื่อเลี้ยงผู้มาช่วยงานศพแล้วมอบความรับผิดชอบการจัดงานศพให้ฝ่ายชายรับภาระทั้งหมด
การแต่งงานของลาวโซ่ง การแต่งงาน จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิง การเลือกคู่ครองเป็นอิสระ เห็นได้ในประเพณีลงข่วงเล่น คอนบนลานกว้าง ซึ่งเป็นลานนวดข้าว ตกกลางคืนหลังจากทำไร่นามาแล้ว หญิงสาวจะมานั่งทำงานในลานข่วง เช่น ปั่นฝ้าย กรอไหม เย็บปักถักร้อย ตำข้าว ฯลฯ ลานนี้เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวพบปะกัน หนุ่มสาวจะนัดเจอกันหลังลงข่วงเสร็จแล้ว ระหว่างคุยกันห้ามชายแตะต้องตัวหญิงสาว ถ้าแตะต้องตัวถือว่าผิดผี ผู้ชายต้องเอาดอกไม้ ธูปเทียน เหล้า หมากพลูและเงิน จำนวนหนึ่งมาขอขมาผีเรือนและพ่อแม่ฝ่ายหญิง เมื่อชายหญิงตกลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ฝ่ายชายต้องไปสู่ขอหญิง มีการหมั้นและเรียกสินสอด หลังแต่งงาน หนุ่มสาวต้องแยกครัวเรือนจากพ่อตาแม่ยายทันที การแต่งงานต้องแต่งในเดือน คู่เท่านั้น (สมทรง 2524, น.19-20)

ประเพณีการตาย
ประเพณีไทดำเมื่อมีคนตายในหมู่บ้านจะมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ๓ นัด เพื่อเป็นสัญญาณบอกกล่าวแก่ชาวบ้าน ซึ่งทุกคนจะหยุดทำงานจนกว่าจะนำศพไปฝัง ภายหลังตายบรรดาญาติพี่น้องจะช่วยกันอาบน้ำศพ จากนั้นก็แต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าของเผ่าไทดำ นำผ้าแพรสีขาวมาเย็บเป็นถุงบรรจุศพแล้วใช้ไหมเย็บติดให้เรียบร้อย บรรจุลงในโลงศพโดยใช้ผ้าคลุมหน้าศพไว้ผืนหนึ่ง กรณีเด็กน้อยตายจะไม่ประกอบพิธีกรรมตายวันไหนให้นำไปฝังในวันนั้น ส่วนคนหนุ่มสาวถ้าตายตอนกลางคืนในเช้าวันรุ่งขึ้นให้ฆ่าหมูหรือวัว ควาย ๑ ตัว ทำอาหารจัดสำรับทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย กินเรียกว่า "เฮ็ดงาย" พอถึงตอนเย็นก็นำไปฝัง ส่วนคนวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุตายเก็บศพไว้ ๑-๒ คืน แล้วจึงนำไปฝัง และฆ่าหมูหรือวัวควาย ๑ ตัว เฮ็ดงายให้ผู้ตายในเช้าของวันที่จะนำไปฝัง การทำพิธีฝังฆ่าหมู ๑ ตัว อุทิศให้เรียกว่า หมูเข้าขุม หลังจากนั้นอีก ๓ วัน จะทำพิธีเฮ็ดเฮียว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนำเครื่องเฮียวไปส่งให้ที่ป่าช้า
เมื่อเสร็จพิธีฝังศพ ผู้ไปร่วมพิธีศพทุกคนจะลงไปอาบน้ำชำระร่างกายและสระผมในแม่น้ำ เพื่อชำระสิ่งอัปมงคลทั้งหลายออกจากร่างกาย พอถึงตอนเย็นหมอขวัญจะทำพิธีสู่ขวัญให้แก่ครอบครัวของผู้ตายและผู้ที่ไปส่งศพ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ทุกคน หลังจากนั้นครอบครัวของผู้ตายจะจัดสำรับอาหารไปทานอุทิศให้ที่หลุมฝังศพผู้ตายเป็นเวลา ๗ วัน พอครบวันที่เจ็ด เขยกก จะทำพิธีเชิญขวัญหรือวิญญาณของผู้ตายขึ้นไปเป็นผีเรือน โดยนำไปไว้ด้านในสุดของเรือนเรียกว่า "กะลอหอง" เพื่อปกป้องคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป หลังจากนั้นเมื่อครบรอบวันตายทุก ๆ ๑๐ วัน จะจัดพาข้าวเป็นสำรับเล็ก ๆ ทำพิธีเซ่นผีเรือนเรียกว่า "เสนเทวดาปาดตง" หรือ "มื้อปาดตง" นำไปวางไว้ที่ห้องผีเรือน โดยใช้อาหารจากที่สมาชิกในครอบครัวรับประทานในชีวิตประจำวัน ส่วนการ "เสนปาดตง" พิเศษจะทำในช่วงเวลาที่ได้ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวข้าว ทำพิธีเสนปาดตงเพื่อทานข้าวใหม่ให้ผีเรือนกินก่อนสมาชิกของครอบครัว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและลูกหลาน


พิธีศพ

(ข้อมูลเพิ่มเติมจากhttp://www1.mod.go.th/heritage/nation/oldcity/samutsakhon8.htm) จะเชิญหมอเสนมาประกอบพิธี เริ่มตั้งแต่การเอาผีลงเรือน และการเอาผีขึ้นเรือน
การเอาผีลงเรือน ถ้าผู้ตายถึงแก่กรรมในบ้านเรือน และตั้งศพไว้ในบ้านก่อนจะเคลื่อนย้ายไปประกอบพิธีต่อที่วัด เจ้าภาพจะเชิญหมอเสนมาทำพิธีเรียกขวัญ (ช้อนขวัญ) คนในบ้านก่อนไม่ให้ติดตามผู้ตายไปอยู่ที่อื่น
การช้อนขวัญ เริ่มด้วยหมอเสนถือสวิงเดินนำหน้าขบวนและทำท่าช้อนไปรอบ ๆ บริเวณที่ตั้งโลงศพของผู้ตาย ตามด้วยเจ้าภาพ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เดินถือเสื้อผ้าของคนในบ้านหนึ่งชุด บรรดาญาติพี่น้อง และบุตรหลานทั้งหมดเดินตามหลัง เมื่อวนสามรอบแล้วต้องเข้าไปในห้องผีเรือน เพื่อไหว้ผีเรือนให้ช่วยคุ้มครองอันตราย หรือเคราะห์ร้ายทั้งปวง และให้ขวัญของแต่ละคนกลับมาอยู่กับตนเอง
หลังจากนั้นจึงทำพิธีเคลื่อนย้ายศพจากเรือนไปวัด โดยจัดขบวนแห่ให้สวยงาม เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ตายมีการตกแต่งด้วยธง
การเอาผีขึ้นเรือน จะทำเมื่อบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ในบ้านตายเท่านั้น เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้ตาย มิให้วิญญาณของผู้ตายต้องเร่ร่อน เป็นการเชื้อเชิญวิญญาณของผู้ตายให้เข้าไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อจะได้คุ้มครองบุตรหลาน
หมอเสน จะเป็นผู้กำหนดวันเอาผีขึ้นเรือนและเตรียมพิธี หลังจากเผาศพผู้ตายเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นหมอเสนจะเก็บอัฐิของผู้ตายบรรจุโกศส่วนหนึ่ง เพื่อให้บุตรหลานนำไปบูชา ณ ห้องผีเรือน ส่วนอัฐิที่เหลือจะใส่ไหนำไปฝังยังสถานที่ที่เตรียมไว้ในป่าช้า และนำบ้านเล็ก ๆ ทำด้วยตอกไม้ไผ่เรียกว่า หอแก้ว ปลูกคร่อมบนบริเวณที่ฝังไหอัฐิไว้ หากผู้ตายเป็นชายเช่น บิดา ปู่ ตา ฯลฯ จะตกแต่งหอแก้วให้สวยงามด้วยธงไม้ไผ่สูงประมาณ ห้าวา เรียกว่า ลำกาว พร้อมทั้งนำผ้าดิบสีขาวขลิบรอบ ๆ ขอบผ้าด้วยผ้าสีต่าง ๆ สลับกันสามสีคือ แดง เหลือง ดำ ผูกติดกับยอดไม้ไผ่ให้มีความยาวพอเหมาะกับลำกาว ปลายยอดลำกาวติดรูปหงส์ตัวเล็ก ๆ ทำด้วยไม้งิ้วแกะสลักงดงาม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพาหนะพาผู้ตายกลับไปเมืองแถน หลังจากนั้นจะนำอาหารมาเซ่นไหว้ผู้ตาย ทุกเช้าจนครบสามวัน แล้วหมอเสนจะรื้อหอแก้ว และลำกาวทิ้งหมดด้วยเชื่อว่าจะได้ไม่มีการตายเกิดขึ้นในครอบครัวนี้อีก และนัดกำหนดวันเอาผีขึ้นเรือนตามความพร้อมของเจ้าภาพ
เมื่อถึงวันกำหนดเอาผีขึ้นเรือน หมอเสนจะเป็นผู้กล่าวเชิญวิญญาณของผู้ตายและทำพิธีเซ่นไหว้ในห้องผีเรือน โดยทำพิธีคล้ายการเสนผีเรือน เริ่มด้วยหมอเสนจะกล่าวเชิญวิญญาณของผู้ตายให้มารับอาหารที่เตรียมไว้ก่อน แล้วจึงเชิญบรรพบุรุษตามลำดับรายชื่อที่จดไว้ในสมุดผีเรือน ให้มารับอาหารจนครบทุกชื่อ เสร็จแล้วจึงทำพิธีกู้เผือนคือ การนำอาหารที่เหลือออกจากปานเผือน ทั้งหมด
หลังจากเสร็จพิธีเอาผีเรือนขึ้นเรือนเรียบร้อยแล้ว หมอเสนต้องทำพิธีสู่ขวัญ หรือเรียกขวัญญาติพี่น้องบุตรหลานในครอบครัวผู้ตาย
เสนเรือน
พิธีเสนเรือน เป็นพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนของชนเผ่าไทดำซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตามปกติพิธีเสนเรือนจะปฏิบัติกันทุกครอบครัวเป็นประจำ ๒-๓ ปีต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะและความพร้อมของครอบครัว เพื่อคุ้มครองบุตรหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาหากินเจริญก้าวหน้า ผู้ประกอบพิธีกรรมคือ "หมอเสน" ส่วนผู้ร่วมพิธีได้แก่บรรดาลูกหลานและญาติ ๆ รวมทั้งแขกเชิญ ในกรณีที่เจ้าบ้านหรือสมาชิกในครอบครัวเป็นพนักงานของรัฐมีตำแหน่งสำคัญจะเชิญแขกจำนวนมาก บางครั้งแขกมาร่วมงาน ๒๐๐-๓๐๐ คน ญาติที่มาร่วมงาน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือญาติสืบสายโลหิตจะแต่งกายแบบธรรมดา และญาติจากการแต่งงานได้แก่ฝ่ายเขยหรือสะใภ้ จะแต่งกายพิเศษด้วยชุด "เสื้อฮี" หรือเสื้อยาวเพื่อเป็นการเคารพผีเรือนและเป็นที่สังเกตให้ผู้มาร่วมงานรู้ว่าเป็นเขยหรือสะใภ้
ก่อนทำพิธีเสนเรือนจะจัดเตรียมสิ่งของที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ได้แก่ เหล้า หมู ๑ ตัว ตามปกติจะเตรียมต้มเหล้าไว้ล่วงหน้าใส่ไหฝังดินไว้ ๖ เดือน ถึง ๑ ปี เพื่อให้ได้เหล้าที่มีคุณภาพดี ส่วนหมูจะเตรียมเลี้ยงไว้ล่วงหน้าเป็นเวลา ๑ ปี


พิธีเสนเรือน เริ่มตั้งแต่ในตอนเช้า โดยมีหมอเสนเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมในห้อง ผีเรือน ผู้เข้าร่วมพิธีได้แก่ญาติที่อยู่ในสิงหรือตระกูลผีเดียวกัน พิธีกรรมเริ่มจากเจ้าบ้านยกสำรับเครื่องเซ่นถวายผีเรือน จากนั้นหมอเสนจะเริ่มประกอบพิธีโดยกล่าวเชิญผีเรือนให้มารับเครื่องเซ่น โดยเรียกชื่อผีเรือนจาก"ปั๊บ"รายชื่อผีเรือน ให้มากินเครื่องเซ่นทีละคน ขณะที่เรียกชื่อผีเรือนหมอเสนจะใช้ไม้ทู (ตะเกียบ) คีบอาหารและเครื่องเซ่นป้อนให้ผีเรือนกิน โดยหย่อนลงทางช่องเล็ก ๆลงไปใต้ถุนบ้านแล้วหยอดน้ำตามลงไป จนกระทั่งเรียกชื่อผีเรือนครบทุกคน พิธีเซ่นให้ผีกินอาหารเช่นนี้จะทำ ๒ ครั้ง คือมื้อเช้าและกลางวัน หลังจากนั้นจะเสนเหล้าหลวง โดยใช้เหล้า ๑ ขวด และกับแกล้มเป็นเครื่องเซ่น หมอเสนจะทำพิธีเรียกผีบรรพบุรุษมากินตามรายชื่อในปั๊บผีเรือนจนครบทุกคนเป็นเสร็จพิธี
ข้อมูลเพิ่มเติมจากhttp://www1.mod.go.th/heritage/nation/oldcity/samutsakhon8.htm พิธีเสนเรือน เป็นพิธีสำคัญของลาวโซ่ง ซึ่งจะขาดหรือละเลยไม่ได้ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการกระทำที่เพิ่มความเป็นสวัสดิมงคลแก่ครอบครัว จะต้องจัดปีละครั้งเป็นอย่างน้อย คำว่า เสน แปลว่า เซ่น หรือสังเวย เสนเรือน หมายถึงการเซ่นไหว้ผีเรือน ได้แก่ การเซ่นไหว้ ปู่ย่า ตายาย รวมทั้งบรรพบุรุษทุกคน

การทำพิธีเสนเรือน เจ้าภาพจะเชิญหมอเสน มาเป็นผู้ประกอบพิธีพร้อมกับแจ้งญาติพี่น้องให้ทราบ กำหนดวันทำพิธี และจัดเตรียมเครื่องใช้ในการทำพิธีให้เรียบร้อย เช่น เสื้อฮี - ส้วงฮี สำหรับเจ้าภาพสวมใส่ในขณะทำพิธี ปานเผือน (ภาชนะคล้ายกระจาดขนาดใหญ่ใช้บรรจุอาหารและเครื่องเซ่นผีเรือน) ปานข้าว (ภาชนะใส่อาหารในหม้อเสน) ตั่งก๋า (เก้าอี้หรือม้านั่งสำหรับหมอเสนนั่งทำพิธีในห้องผีเรือน) และอาหารที่เป็นเครื่องเซ่นต่าง ๆ หมูจุ๊บ (เนื้อหมู เครื่องในหมูยำ) แกงไก่กับหน่อไม้เปรี้ยว เนื้อหมูดิบ ซึ่โครงหมู ไส้หมู ข้าต้มผัด มันเทศต้ม เผือกต้ม อ้อย ขนมและผลไม้ต่าง ๆ ตามฤดูกาล ข้าวเหนียวนึ่งเจ็ดห่อ ตะเกียบเจ็ดคู่ หมากพลู บุหรี่และเหล้า เป็นต้น เมื่อได้เวลาเซ่นไหว้ผีเรือน เจ้าภาพจะจัดเครื่องเซ่นต่าง ๆ บรรจุลงในปานเผือนที่เตรียมไว้ และยกเข้าไปวางไว้ในห้องผีเรือนที่เรียกว่า กะล่อห่อง ซึ่งเป็นสถานที่ทำพิธี หมอเสนจะเริ่มพิธีด้วยการกล่าวเชิญบรรดาผีเรือนที่เป็นบรรพบุรุษของเจ้าภาพ โดยเรียกชื่อบรรพบุรุษตามบัญชีรายชื่อที่เจ้าภาพจดไว้ในสมุดผีเรือน เรียกว่า ปั๊บผีเรือน จนครบทุกชื่อสามครั้ง เมื่อครบแต่ละครั้ง หมอเสนจะใช้ตะเกียบคืบหมูกับขนมทิ้งลงไปในช่องเล็ก ๆ ด้านขวาของห้องผีเรือนแล้วเซ่นเหล้าแก่ผีเรือนอีกสองครั้ง
หลังจากเซ่นไหว้ผีเรืนเรียบร้อยแล้ว หมอเสนจะทำพิธีเสี่ยงทายให้แก่เจ้าภาพเรียกว่า ส่องไก่ ด้วยการพิจารณาลักษณะของตีนไก่ในแกงหน่อไม้เปรี้ยวที่เจ้าภาพนำมาให้ และทำนายตามลักษณะของตีนไก่ จากนั้นเจ้าภาพจะทำพิธีขอบคุณหมอเสน เรียกว่า ฟายหมอ แล้วจึงเลี้ยงอาหารแขกที่มาช่วยงานเป็นอันเสร็จพิธี

ດ້ຈາກ
http://www.thaisongdumphet.is.in.th/?md=content&ma=show&id=3

ความเป็นมาของชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง





'ชาวไทยทรงดำ เป็นชนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณดินแดนสิบสองจุไทยในเวียดนามเหนือปัจจุบัน คนไทยมักเรียกพวกเขาว่า 'ลาวโซ่ง' หรือ 'ไทยโซ่ง' เนื่องจากอพยพผ่านมาทางประเทศลาว ซึ่งคำว่า โซ่ง เป็นคำที่ถูกเรียกตามชุดแต่งกายเพราะนุ่งส่วงดำหรือกางเกงสีดำ ปัจจุบันนิยมเรียกว่า 'ไทยทรงดำ'

ครั้งอดีตสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี(พ.ศ. 2322) ได้กวาดต้อนไทยดำพร้อมลาวในเวียงจันทน์และเมืองพวนมาอยู่ที่ธนบุรี ต่อมารัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ลาวเวียงอยู่ที่ จ.ราชบุรี ลาวพวนอยู่ที่ธนบุรี และให้ไทยทรงดำไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี และสืบลูกหลานมาเป็นไทยทรงดำเมืองเพชร ซึ่งตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ในเขตอำเภอเมือง บ้านแหลม บ้านลาด ท่ายาง หนองหญ้าปล้อง แต่ที่หนาแน่นที่สุดคือที่อำเภอเขาย้อย แถบบ้านห้วยท่าช้าง, หนองปรง, หนองจิก, ทับคาง, ดอนทราย และหนองชุมพล

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้อิทธิพลจากภายนอกจะเข้ามาครอบงำมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย แต่ชาวไทยทรงดำรุ่นก่อนๆ ยังคงดำเนินวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและรักษาประเพณีเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการแต่งกาย อีกทั้งยังพยายามสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันงดงามสู่ลูกหลานคนรุ่นใหม่ ไม่ให้ถูกกลืนไปตามกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ จนหลงลืมรากเหง้าของตนเอง

นายพนัส ล้วนเมือง กำนันตำบลหนองปรง จ.เพชรบุรี เล่าว่า ปู่ย่าตายายเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อมาถึงเมืองเพชรบุรี ประมาณปี พ.ศ. 2322 ได้อพยพจากบ้านท่าแร้งมาอยู่ที่บ้านหนองปรง จ.เพชรบุรี จนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่วิถีชีวิตของชาวไทยทรงดำบ้านหนองปรงมีวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากแหล่งที่อยู่เดิมของพวกเรา ตั้งแต่การทำไร่ ทำนา ถือเป็นอาชีพหลักของชาวไทยทรงดำ ส่วนวิถีชีวิตด้านอื่นๆ เช่น เรื่องเครื่องนุ่งห่ม การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ยังคงรักษาและสืบทอดจากบรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน แต่พวกเราเริ่มมามีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้น โดยการนับถือศาสนาพุทธควบคู่กับการนับถือผีบรรพบุรุษ จากเมื่อก่อนจะนับถือผีบรรพบุรุษอย่างเดียว


"การนับถือผีบรรพบุรุษเกี่ยวโยงในด้านความเชื่อ เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมา เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การดำรงอยู่ของชาวไทยทรงดำสูญเสียวัฒนธรรมไปช้าที่สุด มีวัฒนธรรมเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ซึ่งพิธีเสนเรือนหรือพิธีเซ่นผี นิยมทำ 2-3 ปีต่อครั้ง จะยกเว้นเฉพาะเดือน 9 และ เดือน 10 เท่านั้นที่จะไม่มีการประกอบพิธีเซ่นผี ส่วนใหญ่พิธีเสนเรือนจะทำ 3 วัน ซึ่งนอกจากถือผีก็จะมีวัฒนธรรมในด้านการสังสรรค์รื่นเริง การไปมาหาสู่กับญาติพี่น้อง

สัญลักษณ์การแต่งกายของไทยทรงดำ จะเห็นชัดเจนว่า ใช้เสื้อแบบเดียวกัน ส่วนใหญ่จะใช้สีขาวและสีดำ ใช้สีอื่นเพียงให้สวยงาม ผู้หญิงมักจะนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโม และมวยผมเกล้าไว้บนศรีษะ ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากคนไทยหรือคนเชื้อสายอื่นๆ ทั่วไป

ส่วนภาษาพูดที่ใช้โต้ตอบกัน ก็เป็นภาษาไทยดำ ที่มีลักษณะเฉพาะ ส่วนภาษาเขียนมีคนรู้เรื่องภาษาเขียนน้อยมาก

กำนันพนัส บอกเพิ่มเติมว่า อยากให้วิถีชีวิตชาวไทยทรงดำคงความเป็นอยู่อย่างนี้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และสิ่งที่สำคัญที่สุดอยากให้ชาวไทยทรงดำหรือคนทั่วไปได้เรียนรู้เรื่องภาษาก่อนแล้วอย่างอื่นจะตามมา รวมทั้งอยากให้ภาครัฐผลักดันเรื่องการสื่อสารให้มากขึ้น ที่ผ่านมาพวกเราทำกันเองในลักษณะให้วัฒนธรรมคงอยู่ แต่ไม่มีงบประมาณใดๆ มาเสริมสร้าง

ในส่วนขององค์กรท้องถิ่น เช่น อบต. สภาวัฒนธรรม สมาคมไทยดำแห่งประเทศไทย ต่างพยายามร่วมกันผลักดัน แต่การผลักดันให้เป็นรูปธรรมค่อนข้างยาก เพราะความเป็นอยู่ในปัจจุบันต้องต่อสู้เรื่องปากเรื่องท้องกันมากขึ้น แต่ก็ได้หารือกับโรงเรียนวัดหนองปรง อยากให้นักเรียนได้ซึมซับความเป็นไทยดำ โดยเริ่มที่การแต่งกาย ตามด้วยเรื่องภาษา จากนั้นการค้นคว้าอะไรต่างๆ ก็จะตามมา อาจจะบรรจุเป็นหลักสูตรของโรงเรียนต่อไปในอนาคต

"เรื่องนี้เป็นเรื่องยากพอสมควรเพราะสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันถูกกลืนไปมากแล้ว การสืบสานวัฒนธรรมที่ดีที่สุดคือการฝังรกรากให้คนได้รักและเข้าใจในเผ่าพันธุ์ให้มากที่สุด คือ เริ่มจากเด็ก ผมได้ถ่ายทอดเรื่องภาษา โดยเรามีเอกสารต่างๆ เป็นสื่อให้ศึกษาค้นคว้า ถ้าเราเริ่มจากตรงนี้ก่อนก็จะสามารถนำไปสู่การปรับความเข้าใจเรื่องความเชื่อ การแสดง ความเป็นอยู่วิถีชีวิตของพวกเรา"

ด้านนางถนอม คงยิ้มละมัย อดีตอาจารย์โรงเรียนเขาย้อยวิทยา หรือ หัวหน้าศูนย์ไทยทรงดำ โรงเรียนเขาย้อยวิทยาเล่าว่า ครูได้สอนเด็กๆ เขียนภาษาไทดำ ภาษาพูดไทดำ เช่น คำกล่อมเด็ก รำเยาะเย้ย แต้มสะดือ เล่นอึ่งอ่างให้เด็กนั่งบนหลังเท้าแล้วโยกไปโยกมา เด็กก็กลับไปเล่นกับน้อง พอไปเจอกับผู้ปกครองเขาก็จะมาเล่าให้ฟังว่าลูกเขากลับไปสืบค้นว่าอึ่งอ่างคืออะไร หรืออะไรต่างๆ ที่เราให้ทำเป็นการบ้าน คนแก่ที่อยู่บ้านเฉยๆ เด็กๆ ก็เข้าไปพูดคุยด้วยสืบค้นเรื่องเก่าแก่ ทำให้คนแก่มีคุณค่าทางสังคมมากขึ้น มีคุณภาพจิตที่ดีขึ้น เป็นการสร้างเยาวชนที่ถูกรูปแบบ เมื่อเด็กรักวัฒนธรรมแล้วจิตใจก็จะอ่อนโยน ทุกวันนี้เด็กเขียนเป็นอักษรไทดำได้ เวลากลับไปบ้านเหนื่อยๆ ไปตรวจการบ้านเด็กๆ แล้วก็หายเหนื่อย

ครูถนอม กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากจะฝากไว้ คือ เด็กๆ อย่าได้อายที่เกิดมาเป็นไทยทรงดำ เราต้องภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและร่วมกันสืบสานต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
"เฮาอยู่ดีซำนกเอี้ยง เฮาอยู่เสี้ยงซำตะเว็น เฮาอยู่เย็นซำน้ำบ่อ"...ถ้ารักษาวัฒนธรรมไทยทรงดำเราก็จะอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน

วิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างชาวไทยทรงดำแห่งบ้านหนองปรง จ.เพชรบุรี ที่ประกาศตัวตนในการที่จะผนึกความรัก ความสามัคคี โดยใช้วิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัย สร้างชุมชน เป็นการสร้างหน่ออ่อนของสังคมไทยจากวัฒนธรรมอันงดงาม

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)พอช.

www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=92&Itemid=43 - 26k -

ได้จาก
http://www.thaisongdumphet.is.in.th/?md=content&ma=show&id=1

Abstract

This study was survey research. The purposes of this research were to study the quality of life and the difference of the quality of life of elderly Putai, Sao, Nyo and Thai-Lao ethnic groups at the rural area in Sakon Nakhon Province.
The samples were 100 elderly over 60 years in each group. Who were selected by the multistage random sampling method. The subjects were interviewed. The instruments used for gathering data were 1) the general characteristics of the elderly 2) the objective and subjective dimensions of quality of life in activities of daily ling, health, material well - being and financial security, relations with other people, social , community and civic activities. The statistical procedures employed were frequency distribution and percentage. The open-ended questionnaire and case study were analyzed by content analysis. The finding were as follow:
The quality of life and the difference of the quality of life in various ways.
Almost all elderly persons in 4 ethnic groups were able to normally do the activities for daily living. On the other hand they could hardly transfer, bend and climb stairs. Putais were the most normally do.
The suffered form chronic disease-that is muscle and bone system, and eye-ear system. Putais, Nyos and Thai-Laos were go to the public health of hospital when they were severe. While Saos were treat themselves with traditional medicine system. Almost the subjects can pay for their treatment. The average of their mental health was normally.
Material well-being and financial security, almost the subjects did not work, so they could not save money and be in debt. Putais had more convenience than the others. Saos' houses were the worst conditions of all.
Relations with other people and social, community and civic activities of the subjects had good relations with their families and communities. And participated in community activities. They developed for getting information well. In terms of recreation, they talked to their families and other elderly people in their groups. Nyos had the most good relations with others. Putais had the most participated in community.
Putais were the most satisfied with their quality of life while Thai-Laos were the least satisfied of this.
The finding from this research suggests the health officials serve the elderly persons for development of the quality of life by exercising to solve health problems, doing activities of daily living, counseling groups, and aging society
As the further research, the researcher suggests the following aspects : Study of life style, community status, culture, social support and the other factors and quality of life of elderly Putai, Sao, Nyo and Thai-Lao ethnic groups, study correlation between the characteristics of disease and health behaviors and health seeking of the elderly Putai, Sao, Nyo and Thai-Lao ethnic groups.

from
http://library.kku.ac.th/abstract/thesis/mns/cn/2539/cn390001e.html

ชนชาติผู้ไท

ชนชาติผู้ไท

ประวัติศาสตร์นิเวศวิทยาชนชาติผู้ไท
บนแผ่นดินอีสานตอนบน*
ธันวา ใจเที่ยง
โครงการศึกษานิเวศวิทยาชาวนา 2 ฝั่งโขง
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์
ถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติผู้ไท
ชาวผู้ไท ถือว่าเป็นชนเผ่าไทหรือไต อีกสาแหรกหนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นผู้ที่พูดภาษาตระกูลไทกะได (Tai -Kadai) หรือไท-ลาว ชนชาติไทเหล่านี้ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตป่าฝนเมืองร้อน โดยเฉพาะในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ลุ่มแม่น้ำสาละวิน ลุ่มแม่น้ำดำ ลุ่มแม่น้ำแดง ที่อยู่ในบริเวณรัฐชาติไทย พม่า ลาว เวียดนาม และจีน เป็นต้น รวมทั้งบริเวณทางเหนือของอินเดีย (ธันวา ใจเที่ยง,2545:12)
สำหรับประเทศไทย ในปัจจุบันคำว่าผู้ไท ยังไม่เป็นที่เห็นร่วมกันว่าจะใช้คำว่า ผู้ไท หรือ ภูไท ดี บ้างก็ใช้ผู้ไทย หรือภูไทย ก็มี ซึ่งการเขียนคำว่าภูไท เป็นผู้ไท หรือ ผู้ไท เป็นภูไท แล้วแต่ทัศนะของนักวิชาการหรือนักวัฒนธรรม ซึ่งย่อมเป็นอิสระทางความเห็นและการอธิบายทางวิชาการ ของนักประวัติศาสตร์หรือนักวัฒนธรรม แม้แต่ผู้เขียนเอง ยังไม่ปักใจว่าคำไหนจะถูกต้องจริงๆ เพราะมิใช่นักวัฒนธรรมหรือนักประวัติศาสตร์ แต่ข้าพเจ้าเองอาจโน้มเอียงออกมาทางผู้ไทมากกว่า เพราะอย่างน้อยข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่า ชาวผู้ไท เป็นไทภู เป็นเพียงแต่คนที่อยู่ราบลุ่มหุบภู และคำว่าไทภู เป็นที่รับทราบว่า เป็นการเรียกคนที่อยู่แถบภู ทุกชนชาติ มิได้เฉพาะกลุ่มคนไตสาแหรกนี้ เท่านั้น ยังรวมถึงชาว บูรหรือข่า รวมไปถึงม้ง ที่มิใช่ชนชาติไต เป็นต้น แต่คนชนเผ่าผู้ไทนี้ ถือว่าตนเองเป็นคนไท หรือผู้ไท มิใช่ชาวข่า ที่พูดอีกภาษาตระกูลมอญเขมร ซึ่งในงานของนักนิรุกติศาสตร์ อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ เองก็กล่าวถึงเรื่องนี้ “ผู้น้อย เป็นภาษาไต-ลาวทางเหนือแปลว่า คนเล็ก ผู้แปลว่า คน ทำนองเดียวกับในคำที่ชาวไทในเวียดนามเหนือเรียกตัวเองว่าผู้ไท ซึ่งก็แปลว่าคนไท.. มีผู้เข้าใจผิดเอามาเขียนเป็นภาษาไทยกลางว่าภูไท กลายเป็นภูเขาไทไป ผู้กับภู ออกเสียงผิดกันอย่างชัดเจนในภาษาผู้ไทและลาว” (จิตร ภูมิศักดิ์,2540:270) เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยถามปัญญาชนน้อยแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คุณกองสี เฮืองโพไซ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ น้องบอกว่าที่ประเทศลาวก็ใช้คำว่า “ผู้ไท”
อย่างไรก็ตามอาจารย์ชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ ปัญญาชนชาวผู้ไท อ.เรณูนคร จ.นครพนม ท่านกลับเห็นว่าจากการที่ท่านศึกษาและเดินทางไปถึงถิ่นของชาวผู้ไทที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ท่านเห็นว่า ชนชาติรอบข้าง เรียกคนกลุ่มนี้ว่า เป็นพวกไทภู ตั้งถิ่นฐานใกล้ภู ท่านเห็นว่า ควรจะเขียนคำว่า “ภูไท” มากกว่า “ผู้ไท” และภาษาของชาวผู้ไท ไม่มีสระเสียงยาวอย่าง “ผู้” แต่จะเป็นสระเสียงสั้น (ชัยบดินทร์ สาลีพันธ์,สัมภาษณ์ 16 ตุลาคม 2549) ผู้เขียนเองมิกล้าที่จะบังคับหรือโน้มน้าวความคิดให้ผู้อ่านหรือผู้สนใจ เชื่อใช้และใช้คำใด เพียงแต่อยากให้ร่วมกัน หาเหตุผลหรือหลักฐานมาอธิบายกันให้มากและลึกกว่านี้
ในงานเอกสารทางวิชาการ หลายชิ้น เช่นงานของ อาจารย์ ภัททิยา ยิมเรวัต มหาวิทยาลัยมหิดล (2544) เห็นว่าชาวผู้ไท มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ชาวผู้ไทขาวและชาวผู้ไทดำ ในเอกสารเกี่ยวกับประวัติผู้ไทยเรณูนคร ฉบับวัดพระธาตุเรณูนคร ได้กล่าวว่า ถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติผู้ไทอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท (พระมหาปัญญา เขมปัญโญ,2542:73) อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในปัจจุบัน ในพงศาวดารเมืองไล (อ้างในภัททิยา ยิมเรวัต,2544:7) กล่าวว่า เมืองที่ผู้ไทดำอยู่ คือ เมืองแถน เมืองควาย เมืองตุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด และเมืองซาง รวมเป็น 8 เมือง ส่วนเมืองผู้ไทขาว มี 4 เมือง เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง รวมเป็น 12 เมือง คำว่าจุ นักวิชาการบางท่านเห็นว่า เป็นคำภาษาเวียดนาม ที่น่าจะมาจากคำว่า “เจิว” ที่หมายถึง เขต แดน เพราะฉะนั้นจุไทจึงน่าจะหมายถึง ดินแดน อันเป็นที่อยู่ของชนเผ่าไท
ชาวผู้ไทนี้พระยาสุรศักดิ์มนตรี เห็นว่าชาวผู้ไท คือ พวกเดียวกันกับพวกลาวโซ่ง ในจังหวัดเพชรบุรีของไทย ดังจะเห็นได้จากบันทึกกล่าวถึงแคว้นสิบสองจุไทใน พ.ศ.2430 ของท่านตอนหนึ่ง “ เมืองสิบสองจุไท นั้นเป็นเมืองของพวกผู้ไทหรือลาวโซ่ง ดังพวกลาวเมืองเพชรบุรี” เช่นเดียวกับที่ท่านอาจารย์ภัททิยา ยิมเรวัต (2544 :(14)) ก็เห็นว่า ลาวโซ่งที่เพชรบุรี เป็นกลุ่มเดียวกันกับไทดำในลาวและไทดำในเมืองแถงหรือแถนในเวียดนาม โดยที่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรียกคนกลุ่มนี้ ที่นอกจากจะพบในทางเหนือของเวียดนามแล้ว ยังตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทางเหนือของประเทศ ในแขวงหัวพัน ว่า เป็นไทเหนือ ซึ่งชาวหลวงพระบาง เรียกกลุ่มชนชาติไตหรือผู้ไท ที่อาศัยแถบหัวพันว่า เป็นพวกลาวเก่า เพราะตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มายาวนาน ก่อนที่จะสถาปนาล้านช้าง (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์,2547:100)
ในงานของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) (อ้างใน พิณรัตน์ อัครวัฒนากุล ,2541) ได้กล่าวว่าชาวผู้ไทในภาคอีสาน แต่เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองแถงหรือแถน (เดียนเบียนฟู) ในแคว้นสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในปัจจุบัน ก่อนที่จะอพยพย้ายเมืองมาอยู่ที่เมืองวังในอาณาเขตของเวียงจันทน์ และบางส่วนอพยพเข้าไทยในที่สุด
อย่างไรก็ตามในงานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เรื่องราชอาณาจักรลาว (2547) ระบุว่า ชาวผู้ไท นอกจากจะมี 2 กลุ่ม คือ ผู้ไทดำ และผู้ไทขาว ยังมีกลุ่มชาวผู้ไทอีกกลุ่มหนึ่ง คือพวกผู้ไทแดง หรือไทแดง พบมากในเขตเมืองซำเหนือ แขวงหัวพัน ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้ไทกลุ่มนี้ชอบแต่งกายด้วยผ้าสีแดง และจากการที่ข้าพเจ้าสอบถาม ปัญญาชนทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เมืองซำเหนือ ระบุว่า ที่นั่นก็มีชนชาติไทแดง และผู้ไทแดง เหล่านี้พบมากในแถบลุ่มแม่น้ำแดง ทางเหนือของประเทศสังคมนิยมเวียดนาม
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2547) ยังกล่าวถึงกรณี ผู้ไทกับไทดำ ไทขาว และไทแดง ว่า มีคนมองว่าเป็นคนละพวก แต่ท่านเห็นว่า ตามคำให้การของเจ้าเมืองต่างๆของสิบสองจุไท เมืองหัวพันห้าทั้งหก อันเป็นเขตใหญ่ของชนชาติไท ทางเหนือของลาวและเวียดนาม เรียกตนเองเป็นผู้ไทดำ ผู้ไทขาว และอ้างถึงเจ้าศักดิ์ประเสริฐ ณ จำปาศักดิ์ อภิรัฐมนตรีแห่งสภาที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ลาวแจ้งว่า “ไทดำไทขาวนั้นเรียกตามเครื่องแต่งตัวดำและขาว แต่ความจริงแล้วผิวขาวอย่างไทยลื้อสิบสองปันนา และตัวเขาเรียกตัวเองว่า “ผู้ไท” การที่คนอื่นเรียกไทดำ ไทขาวนั้น ก็ทำนองจีนเรียกฝรั่งว่า อั้งม้อ แปลว่า ผมแดงฉันนั้น.. ” (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์,2547:93)

ประวัติศาสตร์การตั้งชุมชนชาวผู้ไทในภาคอีสานราชอาณาจักรไทย

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าในผืนแผ่นดินอีสานเคยเป็นบริเวณที่มีอารยธรรมอันเก่าแก่ที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและเคยเป็นแหล่งชุมชนเก่าอันเป็นแหล่งที่อยู่ของคนโบราณ ดังจะเห็นจากหลักฐานที่อารยธรรมแบบบ้านเชียง กระจายทั่วอีสานเหนือบริเวณลุ่มน้ำสงคราม หรืออารยธรรมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่พึ่งค้นพบ แต่การก่อตั้งชุมชนในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือยุคปัจจุบัน และถือว่าเป็นต้นกำเนิดและเป็นบรรพชนของคนอีสานสาแหรกต่างๆ รวมทั้งสาแหรกผู้ไทที่เรากำลังกล่าวถึง ที่ชัดเจนมากที่สุด น่าจะเริ่มปรากฏจริงจัง ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ที่ปรากฏมีการอพยพเข้ามาของประชาชนชาวลาว กลุ่มพระราชครูโพนเสม็ก หรือญาคูขี้หอม นำประชาชนจากเวียงจันทน์มาบูรณพระธาตุพนม และส่วนหนึ่งก็สร้างชุมชนใหม่บริเวณพระธาตุพนม แถวบ้านธาตุพนม บ้านพระกลาง บ้านหลักศิลา บ้านหนองหอย เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มของพระวอพระตา ที่สร้างชุมชนหมู่บ้านแถบหนองบัวลำภูและอุบลราชธานี (ธันวา ใจเที่ยง,2547:24)
นอกจากนี้ การอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาของกลุ่มพระวอพระตาในเขตหนองบัวลุ่มภู ราวปี พ.ศ 2308 อันเกิดจากข้อพิพาทในกรุงเวียงจันทน์ และต่อมาในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันของกลุ่มพระวอพระตาที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนทางอีสานตอนบน ในเขตหลังภูพานไปทางทิศตะวันตก กลุ่มเจ้าโสมพะมิตร ก็ได้อพยพเข้ามาตั้งชุมชนและต่อมาชุมชนบางส่วน ได้ถูกพัฒนาขยายกลายเป็นเมืองกาฬสินธุ์
กระทั่งหลังสงครามระหว่างราชอาณาจักรกรุงเทพฯกับราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ในช่วงปี พ.ศ. 2369 หลังการพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์แห่งล้านช้าง ทำให้เวียงจันทน์ถูกกองกำลังของทางกรุงเทพฯบุกไปทำลายอย่างย่อยยับ ประชากรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ถูกนำอพยพมาอยู่ทางฝั่งแม่น้ำโขงทางทิศตะวันตกเป็นจำนวนมาก เพื่อทำลายฐานกำลังอันเป็นการแย่งชิงทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนตัวของประชาชนจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงหรือของลาว ในช่วงหลังการปราบปรามเจ้าอนุวงศ์ ปี พ.ศ. 2369 จึงเป็นการอพยพครั้งใหญ่ มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของกลุ่มชนสองฟากโขงดังกล่าว น่าจะเป็นประวัติศาสตร์คลาสสิค (Classical history) ในเรื่องการตั้งถิ่นฐานชุมชนหมู่บ้านไทยสายอีสาน (ธันวา ใจเที่ยง,2546:25) และชาวผู้ไทที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่แถบ อำเภอเรณูนคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อำเภอหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ใช้ในการทำการศึกษา ก็ได้เข้ามาในช่วงนี้
ประวัติศาสตร์การอพยพเคลื่อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงในครั้งนี้ นักวิชาการท้องถิ่นอย่างท่านอาจารย์สุรจิตต์ จันทรสาขา ชาวมุกดาหาร ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดา ของอดีตนายกรัฐมนตรี “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน้นแฟ้นระหว่างชาวเวียงจันทน์กับชาวผู้ไท ว่า ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (พระเจ้าองค์หล่อ) แห่งเวียงจันทน์ หัวหน้าชาวผู้ไท ชื่อ พระศรีวรราช มีความดีความชอบ เพราะช่วยในการปราบกบฏจนสงบ ถูกปูน บำเหน็ดโดยพระราชทานพระราชธิดา ชื่อเจ้านางช่อฟ้า ให้เป็นภรรยา ต่อมา แต่งตั้งให้บุตรที่เกิดจากพระศรีวรราชกับเจ้านางช่อฟ้า รวม 4 คน ไปครองเมือง สบแอก เมืองเชียงค้อ เมืองวัง และเมืองตะโปน (เซโปน) พร้อมกับอพยพชาวผู้ไทยลงไปทางใต้ของราชอาณาจักรเวียงจันทน์ เป็นเมืองวัง เมืองเซโปน ต่อมาชาวผู้ไท ได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแขวงสหวันเขตของลาว (สุรจิตต์ จันทรสาขา,2543:91)
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าก่อนหน้าที่ชาวผู้ไทจะอพยพเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เคยตั้งถิ่นฐานมั่นคงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง อยู่ใต้พระบารมีของพระเจ้ามหาชีวิตของล้านช้าง และได้รับความไว้พระราชหฤทัย มอบพระราชธิดาและให้ลูกหลานชาวผู้ไท เป็นเจ้าเมืองปกครอง และมีอิสระในการสร้างชุมชน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้าอนุวงศ์หรือพระเจ้าอนุรุทราชแห่งนครเวียงจันทน์ ทรงก่อการสงครามเพื่อทำการประกาศเอกราชให้กับล้านช้างในปี พ.ศ.2369 เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ถูกกองทัพไทยปราบ ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายเป็นที่สุดยุคหนึ่งของล้านช้าง เนื่องจากนอกจากที่เวียงจันทน์จะถูกเผาจนย่อยยับแล้ว ทางกรุงเทพฯยังมีนโยบายที่จะกวาดต้อน พวกผู้ไท ข่า กะโซ่ กะเลิง ฯลฯ จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ภาคอีสาน) ซึ่งถือว่าเป็นการแย่งชิงทรัพยากรมนุษย์ และตัดกำลังรบของเวียงจันทน์และญวน
ทำให้ชาวผู้ไทที่อยู่กันอย่างสงบสุขที่เมืองวัง เมืองเซโปน เมืองพิน เมืองนอง เมือง กะปองเมืองคำอ้อคำเขียว ฯลฯ ในดินแดนล้านช้างอพยพ เข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในฝั่งไทย ทั้งในเขตกาฬสินธุ์ อุบลราชธานี อุดรธานี โดยเฉพาะสกลนครและนครพนม ที่มีกลุ่มชาวผู้ไทอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันมาก ในแถบลุ่มภูพาน ทั้งมาจากสายเมืองวัง ที่มาอาศัยแถบ อำเภอเรณูนคร นครพนม หรือสายเมืองกะปอง ที่มาอาศัยแถบ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น
นอกจากนี้แหล่งที่อยู่ของชาวผู้ไท ยังพบในเขตลุ่มภูพานที่สำคัญเขตหนึ่ง คือ ในพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387 เป็นชาวผู้ไทจากเมืองวัง โดยท่านอาจารย์สุรจิตต์ จันทรสาขา (2543:92) ระบุว่าชาวผู้ไทในพื้นที่กาฬสินธุ์แบ่งการอพยพเป็น 2 สาย กล่าวคือ
(1) เมืองกุฉินารายณ์ เป็นผู้ไทจากเมืองวัง (ผู้ไทดำ) เมื่อ ปี พ.ศ. 2387 จำนวน 3,443 คน
อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุดสิม ตั้งขึ้นเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งให้ราชวงเมืองวังเป็นพระธิเบศร์วงษา เป็นเจ้าเมือง คือ ท้องที่ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอเขาวง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์
(2) เมืองภูแล่นช้าง เป็นชาวผู้ไทจากเมืองวัง (ผู้ไทดำ) เช่นกัน อพยพเข้ามาเมื่อปี พ.ศ.2387
จำนวน 3,032 คน ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านภูแล่นช้าง ตั้งเป็นเมืองภูแล่นช้าง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งให้หมื่นเดชอุดม เป็นพระพิชัยอุดมเดช เป็นเจ้าเมือง คือท้องที่อำเภอนาคู อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

วัฒนธรรม-ความงามของชนชาวผู้ไท

การเคลื่อนตัวของกลุ่มชนต่างๆ ในดินแดนต่างๆ รวมทั้งชาวผู้ไท จากแค้วนสิบสองจุไท เข้ามาในราชอาณาจักรล้านช้าง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราชอาณาจักรสยาม มิได้หมายความว่ามาตัวเปล่า โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ภาษาในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) เขามาด้วยศิลป-วัฒนธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งหมายรวมว่า มาด้วยจิตวิญญาณ มาด้วย “วัฒนธรรมพุทธ-ผีและการเฮ็ดนา” อันเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่าไทที่มีความเข้มแข็งเพราะสืบสานกันมาอย่างยาวนาน และยังสืบทอดให้ปรากฏเป็นหลักฐานทางชีวิตและวัฒนธรรม ในชุมชนชาวผู้ไท





(1) ลักษณะอุปนิสัยและการแต่งกาย

อุปนิสัย
จากงานเอกสารของนักวิชาการในท้องถิ่น และจากที่คณะผู้วิจัยได้สัมผัสในพื้นที่ ชาวผู้ไท มักมีลักษณะนิสัย ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะ นิยมมีสามีและภรรยาเดียว ดังจะเห็นจากวัฒนธรรม “พ่อล่ามแม่ล่าม” อันเป็นวัฒนธรรมเด่นของชาวผู้ไทกาฬสินธุ์ รักความเป็นธรรม กล้าหาญ ไม่ชอบการกดขี่ข่มเหง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กตัญญูรู้คุณ ชอบทำบุญทำทาน ขยันขันแข็งในการทำงาน ภายในหมู่บ้านมีการช่วยเหลือกัน ทำงานในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างดี เชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอนของหัวหน้าหมู่บ้าน

การแต่งกาย
ปัจจุบันนี้ชาวชาวผู้ไท มีการแต่งกายเหมือนชาวไทยโดยทั่วๆไป แต่จากหลักฐานและงานศึกษาทั่วไป พบว่าการแต่งกายของชาวผู้ไทสมัยก่อนนั้น เนื่องจากชาวผู้ไทที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะแถบกาฬสินธุ์และนครพนม เป็นพวกผู้ไทดำ ในเวลาปกติผู้ชายนุ่งผ้าเมล็ดงาตาสีดำ สวมเสื้อผ้าพื้นเมืองสีดำเกล้าผมมวย ผู้หญิงนุ่งซิ่น และสวมเสื้อตัดด้วยผ้าพื้นเมืองสีดำแทนที่จะสวมเสื้อก็ถอดเอามาสะพายแล่ง เฉียงบ่าโดยใช้แขนเสื้อผูกเข้าหากันใช้แทนผ้าห่มใส่กำไลมือเงิน กับต่างหู ทำด้วยเงินหรือทองเหลืองเป็นประจำ ผมจะเกล้ามวยอย่างสวยงาม สำหรับคนที่มีฐานะดี ทั้งหญิงและชายจะมีผ้าเก็บดอกพื้นเล็กๆผูกคล้องรัดผมไว้ไม่ให้รุงรังการเกล้าผมจะมี 3แบบ คือ คนแก่จะเกล้ากลางศรีษะ สาวโสดจะเกล้าผมไว้ทางท้ายทอยส่วนแม่หม้ายเกล้าผมเอียงมาทางข้างศรีษะ
ในเวลานักขัตฤกษ์ ผู้ชายจะนุ่งผ้าไหมสวมเสื้อชั้นในห่มผ้าเก็บดอก ผู้หญิงนุ่งซิ่นหมี่ไหมสวมเสื้อผ้าแขนยาวตัดรัดรูปผ่า ติดกระดุมถ้วยเป็นแถวยาวประมาณ 30-40 เม็ด บางคนก็ใช้สตางค์ห้าหรือสตางค์สิบร้อยซ้อนกับกระดุมทุกเม็ดเครื่องประดับกายมีลูกปัดแก้วรอยเป็นสายใช้คล้องคอใส่ข้อมือและพันผมใช้ทั้งหญิงและชายบางครั้งพวกผู้หญิงยังเอาเงินเหรียญสลึงสองสลึงเหรียญเฟื่องและเง็นต่างประเทศมาเจาะรูร้อยเป็นแถวคล้องคออีกด้วยถ้าเป็นการทำบุญต่างหมู่บ้านผู้หญิงจะมีกระหยังใส่เครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งตัวไปด้วยทุกคนแต่เวลารับรับศีลจะถอดเครื่องประดับออกกองไว้หมดเมื่อรับศีลเสร็จแล้วจะแต่งใหม่ตามเดิม

(2) ลักษณะภาษาดั้งเดิมของชาวผู้ไท
ชาวผู้ไทมีภาษาพูดเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน โดยลักษณะคำพูดเป็นคำไทโดดที่คลับคล้ายภาษาไทยในภาคกลาง แต่มีสำเนียงและบางคำที่แผกต่างกันอยู่บ้างแต่ถือว่ามีรากคำเดียวกัน และสามารถสื่อสารกันได้ในระหว่างชาวผู้ไท กับชาวลาว ญ้อ หรือกลุ่มคนไท กลุ่มอื่นๆทั้งที่อยู่ในประเทศไทย หรือคนไท นอกประเทศไทย ได้
ลักษณะการพูดอักษรผิดกับภาษาไทยและภาษาอีสานกลุ่มอื่นในปัจจุบันไปบ้างมีข้อสังเกตโดยย่อดังนี้
อักษร ข ห และ ฮ บางคำใช้สลับแทนที่กันบ้าง เช่น
คน ออกเสียงเป็น ฮน
ขา ออกเสียงเป็น หา
ผ้าห่ม ออกเสียงเป็น ผ้าฮม
ขาด ออกเสียงเป็น ฮาด
ขึ้นเรือน ออกเสียงเป็น ฮึ้นเฮิน
ให้ ออกเสียงเป็น เฮ้อ, เห้อ

สระไอไม้มลายออกเสียงไอตามปกติแต่สระไอไม้ม้วนออกเสียงเป็นเออ เช่น
ผู้ใหญ่ ออกเสียงเป็น ผู้เหย่อ
เอาใส่ ออกเสียงเป็น เอำเชอ

คำที่ใช้ ก สะกดออกเสียงสั้น เช่น
ลูกใคร ออกเสียงเป็น ลุเพอ
ข้าวปลูก ออกเสียงเป็น เค้าปุ
ตากแห ออกเสียงเป็น ตะแห

สระเอีย ออกเสียงเป็น เอ เช่น
เมียใคร ออกเสียงเป็น เมเพอ
โรงเรียน ออกเสียงเป็น โลงเลน

สระเอือ ออกเสียงเป็น เออ เช่น
เฮือ ออกเสียงเป็น เฮอ
เสือ ออกเสียงเป็น เสอ
เกลือ ออกเสียงเป็น เก๋อ

สระอัว ออกเสียงเป็น โอ เช่น
ผัวเมีย ออกเสียงเป็น โผเม
วัวหลายตัว ออกเสียงเป็น โงหลายโต๋ เป็นต้น

ตัวอย่างการภาษาผู้ไท
เจ้าสิไปสิเลอ หมายถึง คุณจะไปไหน
เจ้ามาแต่สิเลอ หมายถึง คุณมาแต่ไหน
ฮนฮ้าฮนฮ้าฮนฮ้าฮน หมายถึง คน ห้าคน ฆ่าคน ห้าคน

(3) ประเพณี-พิธีกรรมของชาวผู้ไทเรณู
ชาวผู้ไท มีประเพณีพิธีกรรมต่างๆที่ได้ปฏิบัติสือทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพชนและได้สั่งสมมา และถือว่ามีอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวมิเพียงแต่เรื่องภาษา หรือหน้าตาเท่านั้น ที่พอจะเป็นเครื่องชี้ชัดหรือเกณฑ์บ่งว่าเป็นชาวผู้ไทหรือไม่

การแต่งงาน
ก่อนแต่งงาน ส่วนมากหนุ่มสาวจะต้องชอบพอและรู้จักกันมาก่อน เพราะประเพณีผู้ไท พ่อแม่ของฝ่ายหญิง จะเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มหญิงสาวได้คุยกันอย่างเสรี หนุ่มสาวจะมีโอกาสพบในโอกาสต่างๆ เช่น ในงานประเพณีต่างๆ นอกจากนี้หนุ่มๆยังไปคุยกับหญิงสาวที่ตนพึงพอใจได้ที่บ้านของหญิงสาวตั้งแต่หัวค่ำจนดึก เช่นเดียวกับประเณีของชุมชนในภาคอีสานเกือบทั่วๆไป โดยฝ่ายหญิงจะนั่งปั่นดีดฝ้ายอิ้วฝ้าย (หีบฝ้าย)หรือทำงานเล็กๆน้อยๆอยู่บนบ้านเรียกว่า “อยู่ค่ำ” ถ้าหญิงสาวนั้นลงมาทำงานอยู่ใกล้ๆบ้าน เช่น ตำข้าวหรือชุมนุมการก่อกองไฟ หรือจุดตะเกียงทำงานอยู่ลานบ้านเรียกว่าการ “ลงข่วง” ในเวลานี้หนุ่มๆก็จะพากันไปแอ่วสาว (เกี้ยวสาว) บางทีก็มาเป็นกลุ่มและแยกย้ายไปตามบ้านสาวที่ตนหมายปอง โดยบางคนจะเป่าแคนด้วยเป็นสัญลักษณ์ให้สาวอยู่คอยหนุ่มๆ ทำนองว่าอ้ายมาแล้ว
พอถึงบันไดบ้านสาว ผู้บ่าวจะหยุดเป่าแคนทันที แล้วจึงขึ้นไปบนบันไดบ้าน ในสมัยโบราณก่อนหนุ่มจะขึ้นบ้านไปคุยสาวได้ พอไปถึงบ้านหญิงสาวต้องเรียกให้สาวหย่อนบรรไดลงมาให้การคุยกันในสมัยก่อน มักจะคุยด้วยผญา ถ้าหากพ่อแม่ฝ่ายหญิงยังไม่เข้านอนก็จะพากันหลีกเข้าไปในบ้านเสีย ปล่อยให้หนุ่มสาวได้คุยกันอย่างเสรี โดยที่หนุ่มๆจะล่วงเกินหญิงสาวไม่ได้ถ้าเกิดไปล่วงเกินเข้าจะ “ ผิดผี” ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องขัดเกลาทางสังคมชาวผู้ไทหรือชาวอีสานอย่างหนึ่ง ต้องเสียผีโดยอาจตกลงยินยอมแต่งงานด้วยหรือหาเครื่องเซ่น มีหัวหมูหรือเป็ดหรือไก่ พร้อมด้วยอุ 1 ไหและเงิน 12 บาทไปเซ่นผีเรือนฝ่ายหญิงเป็นการถ่ายโทษ เมื่อหนุ่มสาวตกลงชอบพอใจกันแล้วต่อไปฝ่ายต้องไปสู่ขอ โดยจัดขันหมาก พลู อุ 1 ไหและเงิน 3 บาท ให้พ่อล่าม (เฒ่าแก่หรือคนที่คนในชุมชนเคารพนับถือที่ถือว่าจะเป็นตัวแบบที่ดีในการครองคู่) นำไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เมื่อรับของไว้แล้วหมากพลูก็จะแจกกินทันทีส่วนอุจะต้องแจกดื่มก่อน การตกลงค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายในพิธีต่อจากนั้นพิธีการอีกหลายขั้นตอนจนถึงฤกษ์ที่ตกลงกันไว้ก็ทำพิธีแต่งงาน โดยพ่อล่ามเป็นคนทำพิธีโดยกล่าวสั่งสอนและอวยพรบ่าวสาวเป็นภาษาพื้นเมืองยืดยาวจึงผูกแขนให้คู่บ่าวสาว จากนั้นก็จะนำของไหว้ซึ่งอาจเป็นหมอน ที่นอนผ้าห่มหรือผ้าขาวม้าผูกติดกับใบดอกรักและเทียนขอขมาพ่อล่ามและญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจนครบทุกคนเสร็จพิธี หลังจากพิธีแต่งงานแล้วชาวผู้ไทยยังมีพิธีไหว้ผีและพิธีอื่นๆอีกหลายขั้นตอนจนมีลูกครบ 4 คนจึงเป็นอันเสร็จพิธีแต่งงานของชาวผู้ไทย

การเลี้ยงผีตาแฮก
ประเพณีการเลี้ยงผี นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งที่อาจเป็นเครื่องบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มตระกูลเผ่าไท หรือไม่ สำหรับการเลี้ยงผีตาแฮกของชาวผู้ไทนั้นเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนา เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ผีนาหรือแม่โพสพช่วยดูแลให้ต้นข้าวมีความอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตเต็มที่
ประเพณีเลี้ยงผีตาแฮกนี้นั้นถือว่า เป็นวิถีชีวิตของชุมชนชนบทอีสานหรือกลุ่มคนตระกูลไท ทั่วไป ซึ่งเรียกรวมหรือจัดอยู่ในวัฒนธรรมที่เรียกว่า “วัฒนธรรมข้าว” ที่ยังมีความชัดเจนอยู่ในพื้นที่ชนบทภาคอีสาน นอกจากนี้แล้วประเพณีการเลี้ยงผีตาแฮกนี้ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบชีวิตชาวอีสานที่เรียกว่า “ฮีต 12 –คอง14”
พิธีกรรมการเลี้ยงผีตาแฮกจะเริ่มขึ้นเมื่อถึงฤดูฝนก่อนที่จะไถและคราด โดยจะปลูกศาลเล็กๆขึ้นตามคันนาเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำพิธีบูชาผีนาหรือผีเจ้าที่เจ้าทางที่เรียกว่า “ ผีตาแฮก” ในพิธีบูชานั้นจัดทำง่ายๆโดยมีอาหารที่ใช้เซ่นไหว้ มีหมาก ยาสูบ ไข่ไก่ 1 ฟอง และอุ 1 ไหเพื่อบอกกล่าวให้รับรู้ว่าถึงเวลาทำนาแล้วให้ทำนาอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดๆให้ได้ข้าวงาม การเซ่นไหว้จะกระทำในวันพุธในฤดูทำนา เมื่อเซ่นไหว้บอกกล่าวเรียบร้อยแล้วลงมือทำนาพอเป็นเคล็ดโดยปลูกข้าวไว้ 7 ต้น บริเวณตาแฮก จากนั้นก็ทำนาไปตามปกติ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะเก็บเกี่ยวข้าวจากที่ปลูกไว้ที่ศาลตาแฮก จำนวน 7 ต้นนั้นก่อน
เมื่อทำนาเสร็จแล้วก็จะมีการทำ “พิธีสู่ขวัญข้าว” “สู่ขวัญควาย” เพื่อเป็นการขอบคุณที่มีส่วนช่วยให้การทำนาเสร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านก็จะเดินไปอวยพรตามบ้านต่างๆเป็นอันเสร็จพิธีการทำนา



ฮีต 12 กับชาวผู้ไท

เมื่อกล่าวถึงชุมชนหมู่บ้านอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบอีสานตอนบน นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อุดรธานี กาฬสินธุ์ ไม่ว่าจะกล่าวถึงมิติใดๆ ทั้งทางเศรษฐกิจหรือสังคม สิ่งที่ละเลยมิได้ คือ ฮีต 12 คอง 14 สิ่งนี้คือรากฐานของชุมชนหมู่บ้านอีสาน เปรียบเสมือนต้นตอ ต้นกำเนิด ของความเป็นชาวอีสาน หรือ “วัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง” ที่เป็นตัวบ่มเพาะวิธีคิดและวิถีชีวิตของชาวอีสานจากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคหลังการเข้ามามีอิทธิพลของล้านช้างในแถบลุ่มน้ำโขงตอนล่าง นับแต่สมัยพระเจ้า ไชยเชษฐาธิราชลงมา (พ.ศ.2103) ที่ย้ายเมืองหลวงของล้านช้าง สู่เวียงจันทน์ โดยที่ “ฮีต 12 คอง 14” ผู้วิจัยเห็นว่า เป็นกระแสแห่งวัฒนธรรมหลักของกลุ่มชน 2 ฝั่งโขง ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าใดๆ ในร่วม 100 –200 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะชนชาติไท 2 ฟากโขง รวมทั้งชาวผู้ไทด้วย ล้วนถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ธำรงค์ กรอบทางวํมนธรรมดังกล่าว
ฮีต 12 หมายถึง จารีต หรือ ประเพณี 12 ประกอบด้วย (ขออนุญาตนำมากล่าวอีกครั้ง แม้นจะมีปราชญ์และนักวิชาการฝ่ายอีสานกล่าวไว้มากแล้ว)
1.ฮีต ที่ 1 เดือนอ้าย (ธันวาคม) ทำบุญ เข้ากรรม
2. ฮีต ที่ 2 เดือนยี่ (มกราคม) ทำบุญ คูณลาน
3. ฮีต ที่ 3 เดือนสาม (กุมภาพันธ์ ) ทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา
4. ฮีต ที่ 4 เดือนสี่ (มีนาคม) ทำบุญผเวส
5. ฮีต ที่ 5 เดือนห้า (เมษายน) ทำบุญสงกรานต์
6. ฮีต ที่ 6 เดือนหก (พฤษภาคม) ทำบุญวิสาขบูชาและบุญบั้งไฟ
7. ฮีต ที่ 7 เดือนเจ็ด (มิถุนายน) ทำบุญชำฮะ
8. ฮีต ที่ 8 เดือนแปด (กรกฎาคม) ทำบุญเข้าพรรษา
9. ฮีต ที่ 9 เดือนเก้า (สิงหาคม) ทำบุญข้าวประดับดิน
10. ฮีต ที่ 10 เดือนสิบ (กันยายน) ทำบุญข้าวสาก
11. ฮีต ที่ 11 เดือนสิบเอ็ด (ตุลาคม) ทำบุญออกพรรษา
12. ฮีต ที่ 12 เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) ทำบุญกฐิน

ฮีต 12 เหล่านี้ แม้นว่าบางอย่างอาจเริ่มสูญหายไปบ้างแล้ว แต่ก็มิได้หมายความว่าคนในสังคมอีสานจะทอดทิ้งไปเสียหมด เพราะยังถูกรื้อฟื้นกันขึ้นมาใหม่ และผสมผสานกับแนวคิดทุนนิยมในลักษณะส่งเสริมการท่องเที่ยว หรืออวดหน้าตาคนในสังคมนั้นๆ กระนั้นก็ยังเหลือรากประเพณีเก่าๆเอาไว้อยู่ หรือมีการแยกให้เห็นระหว่างประเพณีแบบดั้งเดิม และประเพณีแบบใหม่ เช่น ในจังหวัดนครพนม ประเพณีไหลเรือไฟ ยังพยายามที่จะทำให้มีทั้งสองเรือไฟ ที่เป็นทั้งแบบโบราณและแบบประยุกต์ร่วมสมัย งานแห่ปราสาทผึ้งของคุ้มวัดต่างๆ ในสกลนคร งานบุญบั้งไฟที่มีประปรายในชุมชนสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ซึ่งในบางชุมชนก็อาจพบว่าทำทั้ง 12 บุญ บางชุมชน ไม่ครบ แต่อย่างน้อยบุญหลักๆ เช่น บุญเข้าพรรษา ออกพรรษา บุญคูณลาน บุญวิสาขบูชา บุญข้าวประดับดิน บุญมาฆบูชา บุญอาสาฬหบูชา บุญสงกรานต์ บุญกฐิน มิได้ขาด แม้นในชุมชนแห่งนั้นจะเป็นชุมชนที่เคยผ่านการต่อสู้อย่างชุมชนนาบัว นครพนม ก็ตาม


เอกสารอ้างอิง
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา.(2541). คุณค่าและทิศทางของไทศึกษา. เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชา
การเรื่องประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท วันที่14 – 15 มกราคม 2542.กรุงเทพฯ: หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
.14 มกราคม 2542, ประธานโครงการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท.
[บรรยาย].จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.กรุงเทพฯ.
จิตร ภูมิศักดิ์.(2540).ความเป็นมาของคำสยามไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ.พิมพ์ครั้งที่ 4.บริษัทเคล็ดไทย จำกัด.กรุงเทพฯ.
สุรจิตต์ จันทรสาขา.(2543).เมืองมุกดาหาร.พิมพ์ครั้งที่ 1.สภาวัฒนธรรมจังหวัดมุ


ได้จาก
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=125561

การตั้งถิ่นฐานของชาวผู้ไท

การตั้งถิ่นฐานของชาวผู้ไท Print E-mail
15 พ.ย. 2006 18:40น.
การตั้งถิ่นฐานและประวัติศาสตร์การเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยมีหลายครั้งและตั้งถิ่นฐานทั้งในจังหวัดทางภาคอีสานและภาคกลาง ได้มีการแบ่งชาวผู้ไทออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะการแต่งกายและบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน ได้แก่ “กลุ่มผู้ไทขาว” กลุ่มผู้ไทดำและผู้ไทแดง กลุ่มผู้ไทขาวตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนามต่อพรมแดนของประเทศจีน ได้แก่ เมืองไล เมืองบาง เมืองมุน เมืองเจียน มีการใช้ธรรมเนียมต่างๆ อย่างชาวจีนโดยเฉพาะการแต่งกายในพิธีศพนิยมนุ่งขาวห่มขาว ส่วนผู้ไทในภาคอีสานจัดเป็น “ผู้ไทดำ” อยู่บริเวณเมืองแถง เมืองควาย เมืองคุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองชา มีผิวพรรณคล้ายผู้ไทขาวแต่คล้ำกว่าเล็กน้อย นิยมแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายย้อมครามเข้ม และอาศัยแม่น้ำดำเป็นแหล่งทำมาหากิน สังเกตได้จากลักษณะธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติเป็นเกณฑ์หลัก เช่น การแต่งกาย พิธีศพ ทั้งสองกลุ่มใช้ภาษาพูดแบบเดียวกัน (นพดล ตั้งสกุล, 2548: 12 ; สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ณรงค์ อุปัญญ์, 2538:18)
การอพยพของชาวผู้ไทยเป็นจำนวนมากจากเมืองนาน้อยอ้อยหนู (ห่างจากเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟูไปทางตะวันออกประมาณ 40 ก.ม.) พระโพธิวงศาจารย์ (ติสโส อ้วน) กล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย สาเหตุของการอพยพเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ ประการแรก “บังเกิดการอัตคัดอดอย่าง” สอง เกิดจากความขัดแย้งระหว่างท้าวก่าหัวหน้าของชาวผู้ไทกับเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนู (ต้นฉบับเรียกเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู) ท้าวก่าจึงพาชาวผู้ไทชายหญิงประมาณหมื่นคนมาขอขึ้นกับเจ้าอนุรุทกุมาร เจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าอนุรุทกุมารจึงให้ชาวผู้ไทไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองวัง ซึ่งเป็นป่าเขา ไม่ค่อยมีที่ราบ เป็นที่อยู่ของพวกข่า ไม่มีใครปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะถิ่นที่อยู่และที่ทำกินเดิมของชาวผู้ไท (สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ณรงค์ อุปัญญ์, 2538:20-21)
การอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทยเข้าสู่ประเทศไทยมี 3 ระลอกด้วยกัน คือ
ระลอกที่ 1 สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321 ถึง 2322 กองทัพไทยนำโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) นำทหารสองหมื่นคนเข้าไปตีหัวเมืองลาวตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์ ขณะที่กองทัพไทยล้อมเวียงจันทน์อยู่นั้น หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์ได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์ ล้อมอยู่ 4 เดือนเศษก็สามารถตีได้ กองทัพไทยถือโอกาสผนวกลาวทั้งหมด รวมทั้งหลวงพระบางซึ่งมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์เอาเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชแต่นั้นมา หลังจากเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ. 2322 ฝ่ายไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีหัวเมืองทางตะวันออกของหลวงพระบาง มีเมืองทันต์ เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำหรือผู้ไทดำ ซึ่งอยู่ริมเขตแดนญวน ได้ครอบครัวลาวทรงดำเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้ลาวทรงดำเหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เพชรบุรี ในช่วงของการกวาดต้อนลาวทรงดำเมืองทันต์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือ) และเมืองม่วย (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศลาว) ผู้ไทขาวส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เมืองแถง ไม่ได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย ผู้ไทดำสองเมืองนี้นับเป็นผู้ไทระลอกแรกที่ถูกอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ระลอกที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ราวพ.ศ. 2335-2338 เมืองแถงและเมืองพวนแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กองทัพเวียงจันทน์ตีเมืองทั้งสองได้ กวาดต้อนลาวทรงดำหรือผู้ไทยดำ ลาวพวน เป็นเชลยส่งมาที่กรุงเทพ รัชกาลที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ผู้ไทดำไปอยู่ที่เพชรบุรีเหมือนผู้ไทดำระลอกแรก
ระลอกที่ 3 เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นการอพยพเข้ามาครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีทั้งชาวผู้ไทและกลุ่มอื่นๆ บริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาไว้ในภาคอีสาน และบางส่วนส่งมาอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย สาเหตุการอพยพเกิดจากรัฐบาลไทยสมัยรัชกาลที่ 3 ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาลญวน เนื่องจากญวนพยายามขยายอำนาจเข้ามาในเขมรและลาว ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย ความขัดแย้งครั้งนั้นนำไปสู่สงครามอันยาวนานระหว่างไทยกับญวน โดยรบกันตั้งแต่ พ.ศ. 2376 และไปสิ้นสุดใน พ.ศ. 2390 พื้นที่การรบส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเขมร การรบครั้งนั้นส่งผลต่อราษฎรในฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือ มีการกวาดต้อนเอาราษฎรไปอยู่แต่ละฝ่ายเป็นจำนวนมาก

สำหรับชาวผู้ไทที่ถูกกวาดต้อนในระลอกที่ 3 นี้ มีกลุ่มคนดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นผู้ไทยเมืองวัง ถูกกวาดต้อนให้มาตั้งถิ่นฐานที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ประมาณ 300 หลังคาเรือน มีประชากรรวมกัน1,200 คน ตั้งถิ่นฐานที่บ้านโพน บ้านหนองยางเหนือ บ้านหนองยางใต้ ต.โพน ต.ทุ่งครอง 4 หมู่บ้าน (บ้านทุ่งครอง บ้านเก่าเดื่อ บ้านคำม่วง บ้านหนองสะพัง) ต.สำราญ 5 หมู่บ้าน (บ้านค้อ บ้านหนองช้าง บ้านจาน บ้านหนองแซง บ้านท่า) ปัจจุบันบ้านเหล่านี้ขึ้นกับ อ.คำม่วง และที่ขึ้นกับอ.สหัสขันธ์มีเพียง 2 หมู่บ้าน คือ บ้านตงไร่ บ้านคอนผึ้ง ต.โนนศิลา
กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ไทเมืองวังเช่นเดียวกัน ถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มนี้ใหญ่มากมีประชากรรวมกันถึง 14,521 คน ให้ตั้งถิ่นฐานที่ ต.บัวขาว 5 หมู่บ้าน ต.แจนแลน 4 หมู่บ้าน ต.แล่นช้าง 5 หมู่บ้าน ต.สงเปือง 6 หมู่บ้าน ต.คุ้มเก่า 11 หมู่บ้าน
กลุ่มที่ 3 มาจากเมืองวังเช่นเดียวกัน ถูกกวาดต้อนให้มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองพรรณนานิคม ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าบ้านพังพร้าว จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2513 พบว่าใน อ.พรรณานิคมตอนนั้นมี 7 ตำบล มีชาวผู้ไททั้ง 7 ตำบล มีผู้ไท 11 หมู่บ้าน ต.สว่าง 17 หมู่บ้าน ต.นาใน 10 หมู่บ้าน ต.หัวบ่อ 10 หมู่บ้าน ต.ไร่ 9 หมู่บ้าน ต.พอกน้อย 7 หมู่บ้าน และ ต.วังยาง 1 หมู่บ้าน รวม 65 หมู่บ้าน เป็นจำนวนคน 32,037 คน นอกจากนี้ยังอพยพไปตั้งรกรากที่ อ.เมืองสกลนคร 13 ตำบล 48 หมู่บ้าน อ.พังโคน 4 ตำบล 23 หมู่บ้าน อ.บ้านม่วง 3 ตำบล 16 หมู่บ้าน อ.วานรนิวาส 4 ตำบล 8 หมู่บ้าน อ.กุสุมาลย์ 2 ตำบล 4 หมู่บ้าน อ.สว่างแดนดิน 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน อ.กุดบาก 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน อ.วาริชภูมิ 4 ตำบล 42 หมู่บ้าน รวมทั้งจังหวัดสกลนครมีผู้ไทย 212 หมู่บ้าน 20,945 หลังคาเรือน 128,659 คน
กลุ่มที่ 4 มาจากเมืองวังและเมืองคำอ้อ ตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองสูงและบ้านคำชะอี ปัจจุบันขึ้นอยู่กับ จ.มุกดาหาร ทั้ง 4 กลุ่มนี้ถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2384-2387 (รัชกาลที่ 3)
กลุ่มที่ 5 มาจากเมืองวัง แต่มาก่อน 4 กลุ่มที่กล่าวมาแล้ว คือ อพยพมาตั้งแต่ พ.ศ.2373 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านห้วยหัวขัว บ้านบ่อจันทร์ และบ้านดงหวาย ทางการได้ยกบ้านดงหวายเป็นเมืองเรณูนคร ในครานั้นมีประชากร 2,648 คน การสำรวจในปี พ.ศ. 2513 มีชาวผู้ไทอยู่ใน จ.นครพนม 131 หมู่บ้าน 5 อำเภอ คือ อ.นาแก 78 หมู่บ้าน อ.เรณูนคร 28 หมู่บ้าน อ.ธาตุพนม 14 หมู่บ้าน อ.ศรีสงคราม 7 หมู่บ้าน อ.เมือง 4 หมู่บ้าน เฉพาะ อ.เรณูนครมีผู้ไท 19,070 คน
กลุ่มที่ 6 เป็นชาวผู้ไทจากเมืองตะโปน (เซโปน) 1,847 ครอบครัว มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านช่องนาง ทางการไทยได้ยกช่องนางเป็นเมืองเสนางคนิคม ปัจจุบันขึ้นกับ จ.อำนาจเจริญ ในปี พ.ศ. 2525 มีชาวผู้ไทอยู่ 5 หมู่บ้าน ใน 2 อำเภอ คือ อ.เสนางคนิยมและ อ.ชานุมาน
กลุ่มที่ 7 เป็นชาวผู้ไทจากเมืองตะโปน ตั้งถิ่นฐานที่บ้านคำเมืองแก้ว ทางการยกเป็นเมืองคำเขื่อนแก้วในปี 2388
กลุ่มที่ 8 เป็นชาวผู้ไทจากเมืองกะปอง ตั้งถิ่นฐานที่บ้านปลาเป้า ยกเป็นเมืองในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ.2410 เป็นเมืองวาริชภูมิ ผู้ไทในอำเภอวาริชภูมิมี 4 ตำบล คือ ต.วาริชภูมิ 1 หมู่บ้าน ต.คำบ่อ 12 หมู่บ้าน ต.ปลาโหล 9 หมู่บ้าน และต.เมืองลาด 7 หมู่บ้าน รวม 42 หมู่บ้าน
ชาวผู้ไททั้ง 8 กลุ่มได้ขยายจำนวนออกไปตั้งรกรากในพื้นที่ต่างๆ ของภาคอีสานอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา รวม 9 จังหวัด 33 อำเภอ 494 หมู่บ้าน สรุปได้ดังนี้
1. จ.กาฬสินธุ์ 63 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง สมเด็จ สหัสขันธ์)
2. จ.นครพนม 131 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (นาแก เรณูนคร ธาตุพนม ศรีสงคราม เมืองนครพนม)
3. จ.มุกดาหาร 68 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (คำชะอี เมืองมุกดาหาร นิคมคำสร้อย ดอนตาล หนองสูง)
4. จ.สกลนคร 212 หมู่บ้าน 9 อำเภอ (พรรณนานิคม เมืองสกลนคร วาริชภูมิ พังโคน บ้านม่วง วานรนิวาส กุสุมาลย์ สว่างแดนดิน กุดบาก)
5. จ.อำนาจเจริญ 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (เสนางคนิคม ชานุมาน)
6. จ.ยโสธร 3 หมู่บ้าน 1 อำเภอ (เลิงนกทา)
7. จ.อุดรธานี 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (วังสามหมอ ศรีธาตุ)
8. จ.หนองคาย 6 หมู่บ้าน 3 อำเภอ (โซ่พิสัย บึงกาฬ พรเจริญ)
9. จ.ร้อยเอ็ด 1 หมู่บ้าน (โพนทอง)
(สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ณรงค์ อุปัญญ์, 2538:21-29)

ได้จาก
http://www.mapculture.org/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=587&Itemid=56

กว่าจะมาเป็น“ผู้ไท”บนผืนแผ่นดินไทย

กว่าจะมาเป็น“ผู้ไท”บนผืนแผ่นดินไทย



ชี้ชวน - ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยมีความทรงจำที่งดงามกับผู้สาวเชื้อสายผู้ไทแห่งเมืองสกลนครนางหนึ่ง ด้วยความรักและความพิสวาทต่อนางอันเป็นที่รัก ความประทับใจต่อศิลปะและวัฒนธรรมของชาวผู้ไท จึงได้สอบถามและมานะสืบค้นเรื่องราวความเป็นมาของพวกเขา ซึ่งพบว่าช่างน่าประทับใจราวกับเป็นเรื่องของเทพนิยายก็มิปาน กาลต่อมาแม้นว่าจำต้องมีอันจำพราก มิได้ครองคู่กัน แต่ความรู้สึกอันดีงามยังคงบานสะพรั่งอยู่ในหัวใจตราบจนกระทั่งบัดนี้ นี่เป็นความเชื่อและความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผู้เขียนมิได้เล่าเรียนมาทางด้านนี้ หากข้อเขียนมีบกพร่องประการใดต้องขออภัยไว้ด้วย หากมีสิ่งที่ดีอยู่บ้างขออุทิศให้กับชาวผู้ไทผู้แสนดีและความดีงามของผู้สาวผู้ไทนางหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำเสมอมา

เปิดเรื่อง ขอเปิดเรื่องด้วยบทเพลง “หนาวลมที่เรณู” ที่ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ ความยาว ๓.๒๔ นาที [คลิกเปิดเพลง http://img477.imageshack.us/my.php?image=sornkirirenunakornup9.swf] อยากสมมติให้คุณอยู่ในภวังค์ของค่ำคืนอันเหน็บหนาว อ้างว้าง และเปล่าเปลี่ยว อยากจะท้าทายท่านผู้อ่านว่าท่านมีจิตใจที่เข้มแข็งขนาดไหนด้วย intro melody ของบทเพลงนี้ที่มีความยาว ๕๖ วินาที ผมเชื่อว่าจะสะกดคุณให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ดั่งเหมือนต้องมนต์ขลัง บางท่านอาจรู้สึกเหมือนกับว่าเสียงไวโอลินนั้นช่างหวานบาดลึก บางท่านที่มีความหลังฝังใจอาจรู้สึกหนาวจนจับขั้วหัวใจและเหงาจนอยากให้ใครสักคนมาอยู่เคียงใกล้ บางท่านอาจรำลึกถึงใครบางคนที่เก็บซ่อนเร้นไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เมื่อนั้นขอบหางตาของคุณอาจรื้นชื้นขึ้นมาโดยพลัน

บทเพลงนี้ - กล่าวขานถึงเรื่องราวพิสวาทฝังใจของเจ้าหนุ่มต่างแดนที่ประสบพบรักกับสาวผู้ไทที่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม “เรณูนครถิ่นนี้ช่างมีมนต์ขลัง ได้พบนวลนางดั่งเหมือนต้องมนต์แน่นิ่ง น้องนุ่งซิ่นไหมไว้ผมมวยสวยเพริดพริ้ง พี่รักเจ้าแล้วแท้จริงสาวเวียงพิงค์แห่งแดนอีสาน” แค่ท่อนเเรกของบทเพลงก็บรรยายให้เห็นภาพแล้วว่านางเอกนั้นเป็นใครเเละมีความงดงามเพียงใด ชาติกำเนิดของเธอเป็นผู้สาวเผ่าผู้ไท เป็นที่ทราบกันดีว่าผิวงามและรูปโฉมสะคราญนัก ครูเพลงเหมือนจะสื่อเป็นนัยให้ผู้ฟังจินตนาการว่าพระเอกน่าจะพบกับนางเอกที่งานบุญสักแห่งหนึ่ง เพราะการที่เจ้าหนุ่มต่างแดนจะได้พบกับสาวเจ้าถิ่นในเหตุการณ์ที่สาวเจ้าแต่งชุดซิ่นไหมไว้ผมมวย จนกระทั่งผูกสัมพันธ์กันได้นั้น จะต้องเป็นงานบุญหรืองานมงคลอย่างใดอย่างหนึ่ง



ท่อนที่สอง “เราเคยสัมพันธ์พลอดรักเมื่อคราหน้าหนาว คืนฟ้าสกาวเหน็บหนาวน้ำค้างเหลือนั่น เพราะได้เคียงน้องถึงต้องหนาวตายไม่ไหวาดหวั่น รุ่งลางต้องร้างไกลกันสุดหวั่นไหวก่อนลา” บทเพลงสื่อความหมายออกมาอย่างชัดเจนว่า สัมพันธภาพระหว่างเจ้าหนุ่มต่างแดนกับผู้สาวภูไทคนงามเป็นไปอย่างลึกซึ้ง ถึงขนาดว่าได้ร่วมกันผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บมาด้วยกัน แล้วมีอันต้องจำพรากจากกันเมื่อยามรุ่งอรุณ ถือว่าเป็นความลุ่มลึกของผู้เขียนบทเพลงที่มิได้ใส่รายละเอียดไปมากกว่านี้ อันเป็นการเปิดช่องให้กับผู้ฟังจินตนาการไปได้หลายทาง และมิได้เป็นประเด็นพาดพิงให้ผู้สาวต้องเสียหาย

ท่อนที่สาม “ผ้าผวยร้อยผืนไม่ชื่นเหมือนน้องอยู่ใกล้ ดูดอุร้อยไหไม่คลายหนาวได้หรอกนา ห่างน้องพี่ต้องหนาวนักอุรา คอยนับวันเวลาจะกลับมาอบไอรักเรา” เป็นความชาญฉลาดของครูเพลงที่ยกเอาเอกลักษณ์ของชนเผ่าผู้ไทมาใช้เปรียบเทียบในเนื้อเพลงว่า ไออุ่นที่ได้รับจากการห่มผ้าผวย (ผ้าห่มของชาวอีสาน) และการดื่มอุ (สาโทดีๆนี่เอง) ว่ามิอาจเทียบได้กับไออุ่นที่ได้รับจากผู้สาว เป็นการตอกย้ำว่าสาว-หนุ่มคู่นี้มีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งดูดดื่ม จนเชื่อได้ว่า ยามเมื่อจากกันมาไกลแสนไกล ย่อมจะต้องมีความห่วงหาอาวรณ์กันจริงๆ อันมีผลให้บทเพลงนี้ตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ฟังเพลงตลอดมา

ท่อนส่งท้าย “เย็นลมเหมันต์ผ่านผันยิ่งพาสะท้อน โอ้น้องบังอรก่อนนั้นเคยคลอเคียงเจ้า ครั้งเที่ยวชมงานพระธาตุพนมยามหน้าหนาว พี่ยังไม่ลืมนงเยาว์โอ้เเม่สาวเรณู” ครั้นเหมันตฤดูผ่านมาอีกครา สายลมหนาวพัดมาต้องผิวกาย ถึงกับทำให้เจ้าหนุ่มถวิลหาผู้สาวผู้ไทโฉมสะคราญ พาให้นึกถึงความหฤหรรษ์คราที่เคยคลอเคลียกันที่งานบุญประจำปีฉลองพระธาตุพนม ถ้าหากว่าครูเพลงมิได้กล่าวถึงพระธาตุพนมอันเป็นฉากหลังของมนต์รักที่เกิดขึ้น มนต์ขลังของบทเพลงนี้จะลดลงไปอย่างน่าใจหาย มนต์ขลังชองบทเพลงนี้พออนุมานได้ว่า ตราบเท่าที่พระธาตุพนมยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยอีสานและชาวลาวฝั่งซ้ายเเม่น้ำโขง ตราบนั้นผู้คนที่ถวิลหาความไพเราะจากบทเพลง ”หนาวลมที่เรณู” ย่อมนึกถึงมนต์รักของคู่สาว-หนุ่มที่มีพระธาตุพนมเป็นฉากหลังนั่นแล



กว่าจะมาเป็นผู้ไทบนผืนแผ่นดินไทย
แต่ครั้งกาลนานมาแล้ว มีชนเผ่าที่เรียกตนเองว่า “ผู้ไท” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานเขียนว่า "ผู้ไทย" หรือบางแห่งเขียนว่า “ภูไท”) ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินบนดินแดนทางตอนเหนือของประเทศลาวและเวียตนาม และติดกับตอนใต้ของประเทศจีน ชนเผ่าผู้ไทดังกล่าวมี ๒ พวกคือ ผู้ไทดำที่นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำและสีคราม ครอบครอง ๘ หัวเมือง และผู้ไทขาวที่ชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว ครอบครอง ๔ หัวเมือง รวมเป็นทั้งหมด ๑๒ หัวเมือง จึงได้ขนานนามเเว่นเเคว้นเเห่งนี้ว่า "สิบสองจุไทย" โดยมีศูนย์กลางของการปกครองอยู่ที่เมืองแถง แคว้นสิบสองจุไทนี้ตั้งอยู่ชิดใกล้กับแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของประเทศจีน อันว่าแคว้นสิบสองจุไทนั้นเคยเป็นดินแดนที่อยู่ในความครอบครองของราชอาณาจักรไทยมาช้านานในฐานะเมืองประเทศราช แต่มีอันต้องสูญเสียให้กับประเทศฝรั่งเศสไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ จากกรณีพิพาททางการเมืองระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส เหตุผลเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชของดินแดนส่วนใหญ่สยามประเทศเอาไว้นั่นเอง

การอพยพครั้งแรกของชนเผ่าผู้ไท : การละถิ่นฐานจากเมืองแถง แคว้นสิบสองจุไท
การละทิ้งถิ่นฐานจากบริเวณเมืองแถงของชนเผ่าผู้ไทดำครั้งแรกนั้น มีสาเหตุมาจากการรุกรานของกลุ่มผู้ไทขาว ที่ขยายอำนาจจนสามารถครอบครองหัวเมืองได้ถึง ๑๑ หัวเมือง พร้อมทั้งประกาศตนไม่ยอมขึ้นกับเมืองแถง ส่งผลให้ผู้ไทดำต้องอพยพลงสู่ดินแดนที่ราบสูงทางตอนใต้เรียกว่า “หัวพันทั้งห้าทั้งหก” อันมีเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูเป็นหัวเมืองหลัก ครั้นต่อมาต้องประสบปัญหาขัดเเย้งกับชนพื้นเมืองเดิม และทุพภิกภัยที่เกิดจากฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลก่อให้เกิดความแห้งแล้ง จึงได้อพยพอีกครั้งมาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณที่ราบเชียงขวาง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว) โดยมีเมืองเชียงขวางเป็นศูนย์กลาง ผู้ไทดำได้ทำมาหากินอย่างสงบสุขเป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี



ลุถึง พ.ศ. ๒๓๒๑ - ๒๓๒๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระบัญชาให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) นำทัพไทยสองหมื่นคนไปตีหัวเมืองลาวตั้งแต่นครจำปาศักดิ์จนถึงนครเวียงจันทน์ กองทัพไทยล้อมเวียงจันทน์ราว ๔ เดือนเศษ จึงสามารถตีหักเอานครเวียงจันทน์ได้สำเร็จ หลังจากนั้นทางการของไทยได้ผนวกประเทศลาวทั้งหมดเป็นเมืองประเทศราช ในการศึกครั้งนี้เมืองหลวงพระบางได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์ด้วย ภายหลังจากตีกรุงเวียงจันทน์แตก ฝ่ายไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางเคลื่อนพลไปตีหัวเมืองทางด้านตะวันออกของหลวงพระบาง อันมีผู้ไทดำครองเมืองอยู่คือเมืองทันต์และเมืองม่วย สมเด็จพระเจ้าตากสินรับสั่งให้กวาดต้อนผู้ไทดำ (ลาวทรงดำ) เหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองเพชรบุรี (บางส่วนน่าจะย้ายไปอยู่ที่ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรีและบางจังหวัดในภาคกลาง เรียกกันว่าลาวโซ่ง) ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ผู้ไทขาวส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่เมืองแถงในแคว้นสิบสองจุไท จึงไม่ได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย ผู้ไทดำจากสองเมืองนี้นับว่าเป็นผู้ไทระลอกแรกที่ถูกกวาดต้อนเข้าสู่ประเทศไทย (เป็นกลุ่มที่มิได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนที่ภาคอีสาน) นับว่าเป็นกุศโลบายที่สำคัญของฝ่ายชนะศึกที่จำต้องการกวาดต้อนผู้คนของฝ่ายแพ้ศึกมาด้วย เพื่อเป็นการตัดทอนมิให้ฝ่ายพ่ายศึกสามารถซ่องสุมรี้พลขึ้นมาแข็งข้อในภายหน้าได้ อีกทั้งเชลยศึกที่กวาดต้อนมานั้นก็นำมาปูนบำเหน็จให้กับเเม่ทัพนายกองที่มีความดีความชอบ เพื่อให้ไปช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองกันต่อไป

การอพยพระลอกที่สอง : จากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูเข้าสู่เมืองวัง
“ท้าวก่า” หัวหน้าของผู้ไทยดำได้เกลี้ยกล่อมชาวผู้ไทดำราวหมื่นคนเศษ ให้อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของเจ้าอนุวงศ์หรือเจ้าอนุรุธแห่งนครเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ได้โปรดให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองวัง อันเป็นพื้นที่ป่าดงและมีภูเขาตามที่ชาวภูไทยถนัดทำกินในการปลูกข้าวไร่และทำสวนผลไม้ ต่อมาท้าวก่าและสมัครพรรคพวกได้เแย่งชิงอำนาจในการปกครองเมืองวังกับชนพื้นเมืองเดิมคือ “พวกข่า” โดยทำการเสี่ยงบุญวาสนาแข่งขันยิงลูกหน้าไม้ให้ติดหน้าผา ปรากฎผลว่าลูกหน้าไม้ของฝ่ายท้าวก่าซึ่งติดขี้สูดสามารถยิงติดหน้าผาได้ชัยชนจากการประลอง (ท้าวหนู น้องชายของท้าวก่าเป็นผู้แสดงฝีมือ) แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาที่เหนือกว่าของชนเผ่าผู้ไท ท้าวก่าได้รับการแต่งตั้งเป็น “พญาก่า” ปกครองเมืองวังขึ้นตรงต่อเวียงจันทน์ ทั้งนี้ต้องส่งพร้า มีดโต้และขวาน เป็นเครื่องบรรณาการต่อกรุงเวียงจันทน์ปีละ ๕๐๐ เล่ม และต้องส่งขี้ผึ้งหนัก ๒๕ ชั่ง เป็นบรรณาการแก่เจ้าเมืองญวนด้วย



ลุถึง พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓๓๘ (ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เมืองแถงและเมืองพวนได้เเข็งข้อ กองทัพเวียงจันทน์ได้เคลื่อนพลเข้าตีเมืองทั้งสองและได้กวาดต้อนผู้ไทดำและลาวพวน เป็นเชลยส่งมาที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีรับคำสั่งให้ผู้ไทดำไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรี แต่พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ญวนตังเกี๋ยยกกองทัพมาตีเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๕ เกิดการรบที่เมืองพวน กองทัพญวนถูกทัพฝ่ายเวียงจันทน์ตีแตกไป กองทัพเวียงจันทน์จึงกวาดเอาครอบครัวชาย–หญิงใหญ่น้อยส่งมากรุงเทพฯ สี่พันคนเศษ หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้ระบุชื่อเมืองแถงและเมืองพวนที่ได้แข็งข้อกับเวียงจันทน์ แต่การที่เวียงจันทน์กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองพวนส่งมายังกรุงเทพฯ อาจเป็นไปได้ว่าเมืองพวนมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ ทางการไทยจึงได้หาทางระงับเหตุโดยชิงกวาดต้อนพวกนี้ตัดหน้าฝ่ายญวนเสียก่อน

การอพยพระลอกที่สาม : จากเมืองวังสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ครั้นปักหลักปักฐานที่เมืองวังได้แล้ว “พญาก่า” ได้บุตรกับนางลาว ๓ คน คือท้าวคำ (ซึ่งตายแต่เล็ก) ท้าวก่ำ และท้าวแก้ว ก็เกิดเรื่องระหองระเเหงในการแต่งตั้งตำแหน่ง พระอุปฮาต (พระอุปราช) กระทั่งพญาก่าสิ้นชีวิต น้องชายคนรองของพญาก่าคือ “ท้าวหนู” ซึ่งเป็นคนที่ยิงลูกหน้าไม้ชนะพวกข่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พญาบุญชุน เจ้าหาญซี่งเป็นน้องชายคนถัดไปได้เป็นเป็น “พระอุปฮาต” ครั้นพญาบุญชุนถึงแก่กรรมแล้ว เจ้าหาญอุปฮาตก็ได้เป็นเจ้าเมืองและได้บรรดาศักดิ์เป็น “พญาลานคำ” เมื่อพญาลานคำถึงแก่กรรม เจ้าวังน้อยบุตรพญาลานคำ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองและได้บรรดาศักดิ์เป็นพญาวังน้อย พญาวังน้อยมีบุตร ๓ คน คือเจ้าแก้ว เจ้าก่า หรือ กล้า และเจ้าเขืองคำ เมื่อพญาวังน้อยสิ้นไปแล้ว เจ้าก่าได้เป็นเจ้าเมืองและได้บรรดาศักดิ์เป็นพญาก่า พญาก่ามีภรรยา ๒ คน คือนางสีดาเป็นชาวผู้ไทมีบุตรด้วยกัน ๓ คน คือ เจ้าน้อย เจ้าลี และเจ้าลุน ส่วนภรรยาคนที่สองเป็นชาวข่าชื่อนางมุลซา มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ชื่อ เจ้าก่ำ เมื่อพญาก่าถึงแก่กรรม นางมูลซาเป็นผู้มีอิทธิพลต้องการให้เจ้าก่ำบุตรชายเป็นเจ้าเมืองแทน แต่ชาวผู้ไททั่วไปต้องการเจ้าลีเป็นเจ้าเมือง เพราะมีนิสัยอ่อนโยนโอบอ้อมอารี แตกต่างจากเจ้าก่ำที่มีนิสัยค่อนข้างดุร้าย ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่ชอบ

ท่ามกลางความขัดแย้งของการแย่งชิงอำนาจปกครองเมืองวังกำลังครุกรุ่นอยู่นั้น (ราว พ.ศ. ๒๓๘๔ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ประเทศลาวตกอยู่ในสถานะประเทศราชของไทย เมฆหมอกแห่งความยุ่งยากได้ทวีเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากเวียตนามพยายามแผ่อำนาจเข้ามาในลาว เพื่อช่วงชิงประเทศลาวไปจากฝ่ายไทย ชนเผ่าผู้ไทซึ่งถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยของลาวต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการเลือกข้าง ยิ่งทำเลที่ตั้งของพวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับเขตแดนของเวียตนาม ยิ่งสร้างหวาดระแวงต่อฝ่ายไทยยิ่งขึ้นไปอีกว่าว่าฝ่ายผู้ไทนั้นจะเลือกข้างอย่างไร ในปีนั้นเองพระมหาสงครามแม่ทัพไทยพร้อมด้วยอุปราชแห่งเมืองเวียงจันทน์ ได้ยกกองทัพมากวาดต้อนผู้คนตามหัวเมืองขึ้นของเวียงจันทน์ ส่งผลให้ชาวผู้ไทในเมืองวังต้องผนึกกำลังกันสู้พลางหนีพลาง จนเข้าไปอาศัยในดินแดนญวน กองทัพไทยเข้าทำลายเมืองวังเสียย่อยยับ หลังจากนั้น “เจ้าราชวงศ์อิน” เชื้อสายเดิมของเมืองมหาชัยกองแก้ว ได้เกลี้ยกล่อมเจ้าลีพร้อมด้วยครอบครัวและไพร่พลชาวผู้ไท ให้อพยพข้ามโขงเข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองสกลนคร



ย้อนหลังไปที่ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๗๑ กองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ได้เดินทัพลงใต้ หมายจะมาตีกรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เส้นทางเดินทัพของเจ้าอนุวงศ์ต้องมาสะดุดเพียงแค่โคราช พ่ายศึกต่อทัพของย่าโม - ท้าวสุรนารี สถานการณ์พลิกกลับกลายมาเป็นฝ่ายกบฎในเวลาต่อมา ครั้งนั้นฝ่ายไทยได้ระดมพลปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อย่างโหดร้าย เผานครเวียงจันทน์เสียราบเรียบ เผาแม้กระทั่งวัดวาอาราม เหลือแต่วัดพระแก้วกับวัดศรีสะเกษเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทองและอาวุธยุโธปกรณ์ของเวียงจันทน์ถูกฝ่ายไทยกวาดไปหมด พร้อมทั้งกวาดต้อนราษฎรเวียงจันทน์ไปจนเกือบจะเป็นเมืองร้าง เพราะฝ่ายไทยไม่ต้องการให้เวียงจันทน์ตั้งตัวแข็งข้อเป็นกบฏกับไทยได้อีก ขณะที่ฝ่ายญวนที่ต้องการขยายอำนาจเข้ามายังลาวและเขมร ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโอบอุ้มเจ้าอนุวงศ์เป็นอย่างดี อันนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างไทยกับรัฐญวนอย่างรุนเเรงในเวลาต่อมา และเป็นการเปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงในภายหลัง หลังจากเหตุการณ์กบฎเจ้าอนุวงศ์ ฝ่ายไทยมีนโยบายที่จะอพยพชนเผ่าชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆจากชายแดนที่ใกล้ชิดติดกับญวนให้มาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้มากที่สุด เพื่อตัดทอนมิให้เป็นกำลังแก่ฝ่ายเวียงจันทน์และฝ่ายญวนอีกต่อไป แต่การอพยพครั้งนี้ยังไม่ใช่การอพยพครั้งใหญ่ที่สุด

การอพยพระลอกใหญ่ที่สุด ของชนเผ่าผู้ไทมายังฝั่งขวาแม่น้ำโขง เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเวียตนามอย่างรุนแรง เพราะญวนแทรกแซงกิจการภายในของประเทศลาวและเขมร ซึ่งฝ่ายไทยถือว่าเป็นประเทศราชของไทย จนนำไปสู่สงครามอันยาวนานระหว่างไทยกับญวน สงครามครั้งนั้นทั้งญวนและไทยต้องใช้สรรพกำลังและทรัพยากรไปมาก ฝ่ายไทยได้เกณฑ์ราษฎรจากภาคอีสานจำนวนมากไปเป็นทหารในการสงคราม ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญวนต่างก็แย่งชิงความได้เปรียบโดยการส่งกองกำลังมากวาดต้อนผู้คนจากลาวฝั่งซ้าย ให้ไปตั้งถิ่นฐานในเขตที่ควบคุมได้ง่าย ภาพความเหี้ยมโหดในการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ของทัพไทยระหว่างปี ๒๓๖๙ - ๒๓๗๑ ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของชาวลาว ต่างพากันเกลียดชังฝ่ายทหารไทย ทำให้ฝ่ายทัพญวนได้เปรียบในระยะเเรก

ครั้นต่อมาญวนได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของตน ดังปรากฏในบันทึกเอกสารพื้นเวียง ซึ่งคนลาวบันทึกไว้ดังนี้ “พระเจ้ากรุงแกวจึงให้โดยยี่ไปรักษาเมืองชุมพรไว้ แกว (ญวน) เกณฑ์ผู้คนมา สร้างค่ายคูเมือง ปลูกตำหนักน้อยใหญ่ผู้คนทิ้งไร่นา เพราะถูกเกณฑ์ชาวเมืองพอง ชุมพร พะลาน สะโปน (เซโปน) อดอยากข้าวยากหมากแพง เพราะเมืองแตกผู้คนยังไม่ได้ทำนาต้องกินหัวมันแทนข้าว แกวยังข่มเหงให้ตัดไม้สร้างเมือง สร้างค่ายคู เมื่อสร้างเสร็จแล้วจัดเวรเฝ้าด่านเสียส่วยทั้งเงินทอง ควาย ช้าง ผึ้ง ผ้า เครื่องหวาย ทุกสิ่งใส่เรือส่งเมืองแกว จนชาวเมืองอดอยาก ร้างไร่ ร้างนา เขาก็ค่อยพากันหนีแกวมาพึ่งลาวทีละน้อยไม่คิดจะอยู่เป็นเมืองต่อไป พวกที่หนีไม่พ้นก็อยู่ที่นั้นบางพวกก็เป็นไข้ลงท้องตาย” จนเกิดกระแสตีกลับหันมาเลือกข้างฝ่ายไทย ผลสืบเนื่องจากการสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการอพยพชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆจากลาวฝั่งซ้ายครั้งใหญ่ที่สุดข้ามโขงมายังฝั่งขวา ทางการไทยกำหนดให้ชนเผ่าผู้ไทและเผ่าต่างๆที่อพยพมาในคราวนี้ พำนักพักพิงที่เมืองกาฬสินธิ์ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร จนได้สร้างบ้านแปลงเมืองอยู่กันอย่างสันติสุขตราบจนกระทั่งทุกวันนี้



หลังจากนั้นทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะชุมชนที่ชาวผู้ไทมาตั้งถิ่นฐานให้ขึ้นเป็นเมือง และโปรดเกล้าให้หัวหน้าของแต่ละกลุ่มได้บรรดาศักดิ์ในตำแหน่งเจ้าเมือง ดังนี้

เมืองเรณูนคร ตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มีนายไพร่รวม ๒๖๔๘ คน ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสาย เป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองคนแรก ยกบ้านบุ่งหวายขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ขึ้นต่อเมืองนครพนม คือ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ในปัจจุบัน

เมืองพรรณานิคม ตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยอพยพมาจากเมืองวัง จำนวนสองพันกว่าคน ไปตั้งอยู่ที่บ้านผ้าขาวพันนา ตั้งขึ้นเป็นเมืองพรรณานิคม ขึ้นกับเมืองสกลนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวโฮงกลาง เป็น "พระเสนาณรงค์" เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้ย้ายเมืองพรรณานิคมไปตั้งที่บ้านพานพร้าว คือท้องที่อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน

เมืองกุฉินารายณ์ ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังจำนวน 3443 คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านกุดสิม ตั้งขึ้นเป็นเมือง "กุฉินารายณ์" ขึ้นเมืองกาฬสินธิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ราชวงษ์เมืองวัง เป็น "พระธิเบศรวงษา" เจ้าเมืองกุฉินารายณ์ อ.เขาวง จ.กาฬสินธิ์

เมืองภูแล่นช้าง ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังจำนวน 3023 คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านภูแล่นช้าง ตั้งขึ้นเป็นเมือง "ภูแล่นช้าง" ขึ้นเมืองกาฬสินธิ์ ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หมื่นเดชอุดมเป็น "พระพิชัยอุดมเดช" เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธิ์



เมืองหนองสูง ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังและเมืองคำอ้อคำเขียว (อยู่ในแขวงสุวรรณเขต ดินแดนลาว) จำนวน ๑๖๕๘ คน ตั้งอยู่บ้านหนองสูงและบ้านคำสระอี ในดงบังอี่ (คำสระอีคือหนองน้ำในดงบังอี่ ต่อมากลายเป็น คำชะอี) ตั้งเป็นเมืองหนองสูง ขึ้นเมืองมุกดาหาร ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาม เป็น "พระไกรสรราช" เจ้าเมืองคนแรก เมืองหนองสูงในอดีตคือท้องที่ อ.คำชะอี (ตั้งแต่ห้วยทราย), อ.หนองสูงและท้องที่ อ.นาแก จ.นครพนมด้วย

เมืองเสนางคนิคม ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองตะโปน (เซโปน) ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในแขวงสุวรรณเขต ติดชายแดนเวียตนาม อพยพมา ๙๔๘ คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านส่องนาง ยกขึ้นเป็นเสนางคนิคมขึ้นเมืองอุบลราชธานี ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวจันทร์จากเมืองตะโปน เป็น "พระศรีสินธุสงคราม" เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้ย้ายไปตั้งเมืองที่บ้านห้วยปลาแดกและเมื่อยุบเมืองลงเป็นอำเภอเสนางคนิคม ย้ายไปตั้งอำเภอที่บ้านหนองทับม้า คือ ท้องที่อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญในปัจจุบัน

เมืองคำเขื่อนแก้ว ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง จำนวน ๑๓๑๗ คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านคำเขื่อนแก้วเขตเมืองเขมราฐ ตั้งขึ้นเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว ขึ้นเมืองเขมราฐ ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาท เป็น "พระรามณรงค์" เจ้าเมืองคนแรก เมื่อยุบเมืองคำเขื่อนแก้วได้เอานามเมืองคำเขื่อนแก้วไปตั้งเป็นชื่ออำเภอที่ตั้งขึ้นใหม่ที่ตำบลลุมพุก คือ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน ส่วนเมืองคำเขื่อนแก้วเดิมที่เป็นผู้ไทย ปัจจุบันเป็นตำบลคำเขื่อนแก้ว อยู่ในท้องที่อำเภอชานุมาน จ.อำนาจเจริญในปัจจุบัน

เมืองวาริชภูมิ ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปอง ซึ่งอยู่ในห้วยกะปอง แยกจากเซบั้งไฟไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแขวงคำม่วนฝั่งลาว จึงมักนิยมเรียกผู้ไทยเมืองวาริชภูมิว่า "ผู้ไทยกระป๋อง" ผู้ไทยเมืองกระปองไปตั้งอยู่ที่บ้านปลาเปล้า แขวงเมืองหนองหาร จึงตั้งบ้านปลาเปล้า ขึ้นเป็น "เมืองวาริชภูมิ" ขึ้นเมืองหนองหาร ต่อมาได้ย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านนาหอย เขตเมืองสกลนคร จึงให้ยกเมืองวาริชภูมิไปขึ้นเมืองสกลนคร คือ ท้องที่อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวพรหมสุวรรณ์ เป็น "พระสุรินทร์บริรักษ์"

เมืองจำปาชนบท ตั้งเมื่อรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๑ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพจากเมืองกะปอง ตั้งอยู่ที่บ้านจำปานำโพนทอง ตั้งขึ้นเป็นเมืองจำปาชนบท ขึ้นเมืองสกลนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวแก้วเมืองกะปอง เป็น "พระบำรุงนิคม" เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร



บทส่งท้าย
จากถิ่นเดิมที่เมืองแถงแห่งเเคว้นสิบสองจุไท ผองพี่น้องผู้ไทได้เดินทางหลายร้อยกิโลเมตร ผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี ผ่านสถานการณ์การเมืองที่พลิกไปพลิกมาจากหลายฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งลาว สยาม ญวน และฝรั่งเศส บางครั้งมีความยุ่งยากในการเลือกข้าง ด้วยวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ต้องการดำรงชีพอย่างสงบสุข ในที่สุดก็ฝ่าฟันความยากลำบากต่างๆมาได้ จนได้มาพบนิวาสสถานอันสงบสุขบนผืนแผ่นดินไทย และเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ยังคงสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

แหล่งอ้างอิง
http://revival.snru.ac.th/race/3.htm
http://www.surinmajestic.net/index.p....=332907
http://www.isangate.com/entertain/dance_074.html#3pao

ได้จาก
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=konrakya&date=30-03-2007&group=1&gblog=7